Home Office หรูส่วนใหญ่ มี 2–10 ยูนิต  แต่โครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat เลือกทำแค่ 1 ยูนิตเท่านั้น แล้วสงสัยกันมั้ยว่าการมีเพียงยูนิตเดียวแบบนี้ดีกว่าโครงการ Home Office ที่มีหลายๆยูนิตยังไง?

ปกติเรามักจะเห็นโครงการ Home Office ที่มีหลายๆยูนิตภายในโครงการและประเภทธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาภายในโครงการและสร้างความคึกคัก แต่มีสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงในระยะยาวด้วย เพราะหากมีธุรกิจที่ประกอบกิจการใกล้เคียงกันหลายหลัง ก็จะเกิดการแย่งลูกค้ากัน หรือถ้ามี Home Office ว่างอยู่หลายยูนิตก็ทำให้บรรยากาศภายในโครงการที่เงียบเหงาและอ้างว้าง ส่งผลต่อภาพลักษณ์ธุรกิจได้เลยนะ

โครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat ที่ออกแบบมี Home Office เพียง 1 ยูนิต จึงสามารถสร้างภาพลักษณ์ของธุรกิจได้ชัดเจนและมีความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว เพราะกำหนดบรรยากาศโครงการได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาธุรกิจอื่น ทำให้ได้ความเป็น Rare Item อีกด้วย

จากที่เราสำรวจ Home Office หรูที่อยู่ทำเลพระราม 3 รวมถึงย่านแหล่งงานอื่นๆอย่างสาทร, สุขุมวิท, อารีย์ หรือ ทาวน์อินทาวน์ ก็พบว่าส่วนใหญ่จะออกแบบ Home Office ในลักษณะของทาวน์โฮมหรือบ้านแฝดที่ติดกับเพื่อนบ้านข้างๆ ความสูง 3-6 ชั้น อีกทั้งยังเป็นโครงการขนาดเล็กตั้งแต่ 2 ยูนิตขึ้นไป ไม่เกิน 10 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 538-995.30 ตร.ม. จอดรถได้ 5-10 คัน ราคาเริ่มต้นประมาณ 30-90 ล้านบาท

แต่ Home Office ของโครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat ออกแบบมาแตกต่าง มีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวได้ช่องเปิดถึง 3 ฝั่ง มีพื้นที่รอบบ้าน อีกทั้งมีถึง 6 ชั้น พร้อม Rooftop ได้พื้นที่ใช้สอย 900 ตร.ม. จอดรถได้มากถึง 8 คัน ซึ่งถือว่าได้ทั้งขนาดพื้นที่และฟังก์ชันที่มากกว่าโครงการ Home Office ระดับ Luxury ส่วนใหญ่ แต่ก็มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 79 ล้านบาทค่ะ

โครงการนี้ยังตั้งอยู่ใจกลางเมือง ย่านพระราม 3 โดยอยู่ในซอยเจริญราษฎร์ 7 ที่ใกล้ถนนเจริญราษฎร์เพียง 160 เมตรและห่างจากถนนพระราม 3 เพียง 450 เมตร เชื่อมต่อถนนหลักหลายเส้น ใกล้ทางพิเศษเฉลิมมหานครและทางพิเศษศรีรัช รวมถึงไม่ไกลจากห้างใหญ่ๆอย่าง Terminal 21 พระราม 3 และ Central พระราม 3 ส่วนโรงเรียนนานาชาติอย่าง Shrewsbury International School Bangkok และ King’s College International School Bangkok ก็อยู่ในระยะ 5 กิโลเมตร จึงตอบโจทย์ครอบครัวที่เป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องการหน้าร้าน เช่น คลินิกความงาม, แบรนด์สินค้า, สตูดิโอ, บริษัทที่ต้องรับลูกค้าแบบ private เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถลงทุนเพื่อปล่อยเช่าได้ด้วย

การออกแบบภายใน Home Office ก็จะได้เป็นพื้นที่โล่งๆให้ลูกบ้านสามารถดีไซน์และตกแต่งให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองได้เลย สามารถรองรับพนักงาน 20-30 คนได้สบายๆ รวมถึงเลือกใช้วัสดุต่างๆอย่างดี เช่น โครงสร้างอาคารแบบ Conventional ก่ออิฐฉาบปูน ทุบต่อเติมตามการใช้งานได้, โครงสร้างระบบพื้นคอนกรีตอัดแรง (Postension) ที่นิยมในคอนโดมิเนียมและอาคารสูงจึงทำให้ได้พื้นที่ภายในอาคารที่กว้างๆ เหมาะกับ Home Office, พื้นกระเบื้องพอร์ซเลนและ Engineered Wood, แอร์ VRV System รวม 17 เครื่อง, ลิฟต์ Mitsubishi NEXIEZ-S (Machine Room-Less), กระจก LowE แบบ Full Height ทุกชั้นทั้งโครงการ, ห้องอเนกประสงค์ตรง Rooftop และสุขภัณฑ์แบรนด์ TOTO เป็นต้น เรียกว่าจัดเต็มมาให้ครบ

นอกจากนั้นยังเตรียมระบบต่างๆภายในอาคารมาครบอย่างการเดินระบบไฟตรงพื้นรองรับเป็นพื้นที่ของสำนักงานและการอยู่อาศัย, ระบบดับเพลิง, ระบบน้ำอย่างการเตรียมท่อน้ำด้วยนั่นเอง ทำให้รองรับได้หมด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบไหนหรือมีไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยยังไง

จริงๆแล้ว โครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat จะมีทั้งหมด 7 ยูนิตนะ เพราะนอกจาก Home Office 1 ยูนิตแล้ว ยังมีบ้านเดี่ยว 4 ชั้น อีก 6 ยูนิตด้วย แต่ปัจจุบันมีเพียงบ้านตัวอย่างหลังเดียวให้เลือกซื้อเท่านั้นนะคะ ซึ่งเราก็ได้เก็บภาพบรรยากาศจริงของทั้ง Home Office และบ้านเดี่ยวที่เป็นบ้านตัวอย่างมาให้ชมด้วย

ถ้าอยากรู้ว่า Home Office แบบ One & Only บนย่านพระราม 3 ในราคา 79 ล้านบาทนี้ จะมีหน้าตาเป็นยังไง? จะได้อะไรบ้าง? ตามอ่านกันต่อด้านล่างได้เลยค่ะ

ข้อมูลโครงการ

รีวิว MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat (เมฆา ซิกเนเจอร์ สาทร-เจริญราษฎร์)  ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569

 ชื่อโครงการ   MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat (เมฆา ซิกเนเจอร์ สาทร-เจริญราษฎร์)
 ชื่อผู้ประกอบการ   บริษัท มอเรส ดีเวลลอป จำกัด
 SEGMENT CLASS   SUPER LUXURY-ULTIMATE CLASS (รายละเอียดของ Segment บ้านปี 2023 )
 โครงการตั้งอยู่   ซอยเจริญราษฎร์ 7 ถนนเจริญราษฎร์ แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร 10120
 ที่ดิน 1-1-37 ไร่
 จำนวนยูนิต 7 ยูนิต (บ้านเดี่ยว 6 ยูนิต + โฮมออฟฟิศ 1 ยูนิต)
 ประเภทบ้าน
  • บ้านเดี่ยว 4 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 61.94 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 650 ตร.ม.
    – ฟังก์ชัน 5 ห้องนอน / 5 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / Private Pool / ลิฟต์โดยสาร
  • Home Office 6 ชั้น + Rooftop ที่ดินเริ่มต้น 63.48 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 900 ตร.ม. ขนาด 14.2×16.5 เมตร
    – ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน / 11 ห้องน้ำ / 8 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร

 ราคาเริ่มต้น    79 ล้านบาท (Home Office)
 เริ่มก่อสร้าง   Q1 ปี 2568
 คาดว่าจะแล้วเสร็จ   Q1 ปี 2569
 เว็บไซต์โครงการ  คลิกที่นี่
 โทร   099-354-8899
 Line   https://lin.ee/z5pzdLQ

ทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.691229922128207, 100.51192627765887
หรือสามารถ : คลิกที่นี่

Highlight

  • ใกล้ถนนเจริญราษฎร์และพระราม 3 มีระยะห่างเพียง 160-450 เมตร เดินทางเชื่อมต่อไปยังถนนสาธุประดิษฐ์, นราธิวาสราชนครินทร์, เจริญกรุงและจันทน์ได้
  • ลัดไปถนนรัชดาภิเษก โดยไม่ต้องขับออกถนนใหญ่ มีระยะห่าง 1.6 กิโลเมตร จึงวิ่งตรงไปโซนอโศกและพระราม 9 ได้สะดวก
  • ใกล้ทางด่วน 2 สาย ทั้งทางพิเศษเฉลิมมหานครและทางพิเศษศรีรัช เข้า- ออกเมืองง่าย
  • Terminal 21 พระราม 3 ห่างเพียง 1 กิโลเมตร อีกทั้งห้างอื่นๆก็อยู่ไม่ไกลอย่าง Central พระราม 3, The Up พระราม 3, Int Intersect, Tree On 3
  • ใกล้โรงเรียนนานาชาติในระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตร ได้แก่ Shrewsbury International School Bangkok และ King’s College International School Bangkok

แผนที่จากทางโครงการ

MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat ตั้งอยู่ตรงไหน?

โครงการนี้ตั้งอยู่ภายในซอยเจริญราษฎร์ 7 ห่างจากถนนเจริญราษฎร์เพียง 160 เมตรและห่างจากถนนพระราม 3 เพียง 450 เมตร ทำให้สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังถนนสาธุประดิษฐ์, นราธิวาสราชนครินทร์, เจริญกรุงและจันทน์ได้ จึงวิ่งเชื่อมต่อเข้าโซน CBD อย่างสีลม-สาทร-พระราม 4 ได้ง่าย นอกจากนั้นซอยเจริญราษฎร์ 7 ยังเป็นเส้นที่เชื่อมต่อไปถนนรัชดาภิเษกได้โดยไม่ต้องขับออกไปรถติดบนถนนใหญ่ มีระยะห่างจากโครงการ 1.6 กิโลเมตร จึงใช้วิ่งตรงขึ้นไปยังโซนแหล่งงานอย่างอโศกและพระราม 9 ได้สบายๆ รวมถึงใกล้ทางด่วนถึง 2 สายทั้งทางพิเศษเฉลิมมหานครและทางพิเศษศรีรัช ทำให้สามารถวิ่งเข้า- ออกเมืองไปยังโซนอื่นๆได้อย่างสะดวกค่ะ

ทำให้ทำเลของโครงการนี้จะเหมาะกับคนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก ไม่มีรถไฟฟ้าตัดผ่าน แต่ก็มีรถสาธารณะหลายอย่างอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการ รวมถึงรถ Taxi และรถสองแถวที่ขับผ่านไป-มาบริเวณด้านหน้าโครงการ ส่วนป้ายรถเมล์ก็จะอยู่ตรงปากซอยของโครงการเลย นอกจากนั้นยังมี BRT สถานีเจริญราษฎร์ หรือ สถานีสะพานพระราม 9 เป็นตัวเลือกการเดินทาง มีระยะห่างเท่ากันจากโครงการไปยังสถานีอยู่ที่ 1.1 กิโลเมตร จึงทำให้เราสามารถนั่งเชื่อมต่อไปยัง BTS ช่องนนทรี หรือไปเส้นราชพฤกษ์ตรง BTS สถานีตลาดพลูได้นั่นเอง รวมถึงปัจจุบันก็มี Application ต่างๆให้เรียกรถได้ง่ายขึ้นด้วยนะคะ

สำหรับความอุดมสมบูรณ์โดยรอบโครงการก็ถือว่าอยู่ในย่านชุมชนเดิมที่มีความคึกคักอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินเลย สามารถขับรถออกมาบนถนนใหญ่ ก็จะเจอกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อย่าง Central พระราม 3 และ Terminal 21 พระราม 3 รวมถึง Community Mall เช่น The Up พระราม 3, Int Intersect และ Tree On 3 เป็นต้น หรือจะขยับไปทางโซนเจริญกรุงก็จะมีแหล่งช้อปปิ้งชิคๆคูลๆอย่าง Asiatique The Riverfront ที่อยู่ติดริมแม่น้ำให้ได้เปลี่ยนบรรยากาศกันด้วยค่ะ

นอกจากนั้นยังใกล้โรงเรียนนานาชาติอย่าง Shrewsbury International School Bangkok และ King’s College International School Bangkok ในระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตร ทำให้ผู้ปกครองสามารถมารับ-ส่งน้องๆได้สะดวกเลย อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนชื่อดังอย่างโรงเรียนสารสาสน์เอกตรา, โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย, โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์, โรงเรียนอัสสัมชัญ, โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ และโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษาด้วยค่ะ ส่วนโรงพยาบาลก็มีทั้งโรงพยาบาล BNH, โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนและโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ จึงจัดเป็นทำเลที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ใช้ชีวิตได้ครบจบในที่เดียวเลย

Home Office ราคาเท่าไหร่?

เนื่องจากรีวิวนี้ที่โฟกัส Home Office เป็นหลัก เราจึงสำรวจ Home Office ที่อยู่ทำเลพระราม 3 รวมถึงย่านแหล่งงานอื่นๆอย่างสาทร, สุขุมวิท, อารีย์ หรือ ทาวน์อินทาวน์ ก็พบว่าส่วนใหญ่จะออกแบบ Home Office ในลักษณะของทาวน์โฮมหรือบ้านแฝดที่ติดกับเพื่อนบ้านข้างๆ ความสูง 3-6 ชั้น อีกทั้งยังเป็นโครงการขนาดเล็กตั้งแต่ 2 ยูนิตขึ้นไป พื้นที่ใช้สอย 538-995.30 ตร.ม. จอดรถได้ 5-10 คัน ราคาเริ่มต้นประมาณ 30-90 ล้านบาทเลยค่ะ

ซึ่งจุดแตกต่างของ Home Office โครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat ก็คือมีเพียง 1 ยูนิตเท่านั้น ไม่ได้มีหลายยูนิตเหมือนโครงการอื่นๆและมีประเภทธุรกิจที่หลากหลาย จึงดึงดูดคนหรือลูกค้าเข้ามาหมุนเวียนภายในโครงการ สร้างความคึกคักเป็น Commercial Zone ได้ดี แต่มีจุดที่ควรคำนึงในระยะยาวอย่างหากมีธุรกิจที่ประกอบกิจการใกล้เคียงกันหลายหลัง ก็จะเกิดการแย่งลูกค้ากันเองหรือมียูนิตว่างเยอะภายในโครงการ ก็ทำให้ได้บรรยากาศที่เงียบเหงาและอ้างว้าง ส่งผลต่อภาพลักษณ์ธุรกิจได้

ดังนั้นโครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat ที่ออกแบบเป็น Home Office 1 ยูนิต จึงได้ความเป็นส่วนตัว สร้างภาพลักษณ์ของธุรกิจได้ชัดเจนและมีความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว เพราะไม่ต้องพึ่งพายูนิตอื่นๆในการกำหนดบรรยากาศและภาพลักษณ์ของโครงการ นอกจากนั้นยังได้ในเรื่องความเป็น Rare Item ที่ไม่ต้องแข่งขันหรือเปรียบเทียบกับยูนิตอื่นภายในโครงการเดียวกัน รวมถึงลดปัญหาของ Home Office เช่น พื้นที่จอดรถรองรับลูกค้าไม่เพียงพอและธุรกิจที่มีการใช้เสียงดังรบกวนการอยู่อาศัย เป็นต้น

นอกจากนั้น Home Office ของโครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat จะมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวได้ช่องเปิดถึง 3 ฝั่ง มีพื้นที่รอบบ้าน อีกทั้งมีถึง 6 ชั้น พร้อม Rooftop ได้พื้นที่ใช้สอย 900 ตร.ม. จอดรถได้มากถึง 8 คัน ซึ่งถือว่าได้ทั้งขนาดพื้นที่และฟังก์ชันที่มากกว่าโครงการ Home Office ส่วนใหญ่ แต่ก็แลกมากับราคาเริ่มต้นที่ 79 ล้านบาทนะคะ ทำให้ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของการอยู่อาศัยสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการอยู่อาศัยในตัวเมืองอย่างพระราม 3 อีกทั้งยังสามารถลงทุนเพื่อปล่อยเช่าได้ด้วย

สภาพแวดล้อมรอบโครงการ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้

สภาพแวดล้อมโดยรอบโครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat เป็นแหล่งชุมชนดั้งเดิมที่มีความคึกคัก ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านพักอาศัยแนวราบและอาพาณิชย์ มีรถยนต์ขับผ่านไป-มาตลอดเวลา แต่การจราจรไม่หนาแน่น

  • ทิศเหนือ ติดกับ ซอยเจริญราษฎร์ 7, อาคารพาณิชย์ 3-6 ชั้น
  • ทิศตะวันออก ติดกับ ถนนภาระจำยอม, วัดเรืองยศสุทธาราม, ที่ดินเปล่า, โกดัง
  • ทิศใต้ ติดกับ บ้านแนวราบ, พื้นที่จอดรถ
  • ทิศตะวันตก ติดกับ บ้านแนวราบ, อาคารพาณิชย์ 3-6 ชั้น

Image 1/2
ภาพบรรยากาศ ซอยเจริญราษฎร์ 7 บริเวณด้านหน้าโครงการ

ภาพบรรยากาศ ซอยเจริญราษฎร์ 7 บริเวณด้านหน้าโครงการ

ภาพบรรยากาศบริเวณด้านหน้าโครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat 

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

ห้างสรรพสินค้า / ตลาด

  • Terminal 21 พระราม 3 ~ 1 กิโลเมตร
  • Tree On 3 ~ 1.4 กิโลเมตร
  • Asiatique The Riverfront ~ 3.3 กิโลเมตร
  • ตลาดรุ่งเจริญ ~ 3.7 กิโลเมตร
  • Central พระราม 3 ~ 4.0 กิโลเมตร
  • Lotus’s พระราม 3 ~ 4.3 กิโลเมตร
  • The Up พระราม 3 ~ 4.6 กิโลเมตร
  • Int Intersect ~ 5.0 กิโลเมตร
  • Makro สาทร ~ 5.1 กิโลเมตร
  • ตลาดนางลิ้นจี่ ~ 5.3 กิโลเมตร
  • ICONSIAM ~ 6.6 กิโลเมตร

โรงพยาบาล

  • โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ~ 3.9 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลเลิดสิน ~ 4.8 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาล BNH ~ 5.3 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ~ 5.7 กิโลเมตร

โรงเรียน

  • โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ ~ 2.9 กิโลเมตร
  • โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา ~ 3.0 กิโลเมตร
  • โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี ~ 3.1 กิโลเมตร
  • โรงเรียนพระแม่มารีสาธุประดิษฐ์ ~ 3.5 กิโลเมตร
  • โรงเรียนสารสาสน์พิทยา ~ 3.6 กิโลเมตร
  • โรงเรียนเซนต์หลุยส์ศึกษา ~ 3.8 กิโลเมตร
  • โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ~ 3.9 กิโลเมตร
  • โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ~ 3.9 กิโลเมตร
  • โรงเรียนนานาชาติเรนทรี ~ 5.1 กิโลเมตร
  • โรงเรียนนานาชาติสาทรใหม่ ~ 5.4 กิโลเมตร
  • โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ~ 5.4 กิโลเมตร

รายละเอียดโครงการ

Highlight

  • โครงการขนาดเล็กเพียง 7 ยูนิต จึงได้บรรยากาศภายในโครงการที่เป็นส่วนตัวสูง
  • แยกโซนการใช้งานชัดเจน โดย Home Office อยู่ติดถนนด้านหน้าโครงการ ส่วนโซนบ้านเดี่ยวอยู่ด้านใน จึงได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
  • Home Office ที่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการหน้าร้าน ด้วยตัวบ้านที่ติดถนนด้านหน้าโครงการ จึงมองเห็นได้ชัดเจนจากถนน

เราขอพาทุกคนมารู้จัก “Mores Develop” กันก่อนนะคะ เพราะเป็น Developer หน้าใหม่แต่มาแรง เพราะเปิดตัวโครงการใหม่ทีไรก็ขายดีมากๆ โดยออกแบบและพัฒนาแบรนด์ MEKA เป็นโครงการบ้านเดี่ยวหรู มีโครงการแรกเป็น MEKA Ramintra จำนวน 23 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 360-475 ตร.ม. เริ่ม 28.9 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่ยูนิตเท่านั้น

ส่วนโครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat ถือเป็นโครงการแห่งที่ 2 ออกแบบเป็นบ้านเดี่ยวเพียง 6 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยมากถึง 650 ตร.ม. ปัจจุบันเหลือขายเพียงบ้านตัวอย่างเพียงหลังเดียวแล้วค่ะ นอกจากนั้นโครงการนี้จะมี Home Office อีก 1 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 900 ตร.ม. อยู่ด้านหน้าโครงการ ในราคาเริ่ม 79 ล้านบาทนั่นเอง

โครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat เป็นโครงการขนาดเล็กที่มีเพียง 7 ยูนิต แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 6 ยูนิต + Home Office 1 ยูนิต บนที่ดิน 1-1-37 ไร่ โดยจะออกแบบในสไตล์ Modern Luxury ด้วย Facade หน้าตาอาคารที่มีเส้นสายที่เรียบง่ายแต่ทันสมัย อีกทั้งตกแต่งด้วยโทนสีขาว-เทา-น้ำตาลเข้ม และการเลือกใช้วัสดุที่เพิ่มลูกเล่นให้ตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นกระจกบานใหญ่ ที่มีความมันวาว, แผงตกแต่งลายไม้และพื้นผิวโทนหินสีอ่อน ให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ นอกจากนั้นยังเพิ่มความมีมิติด้วยการออกแบบระนาบอาคารที่ยื่นออกมาไม่เท่ากันด้วยค่ะ

โครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat จะมีทางเข้า-ออกอยู่ติดซอยเจริญราษฎร์ 7 เลย โดย Home Office ของโครงการจะตั้งอยู่ด้านหน้าติดถนนเลยนั่นเอง ส่วนโซนบ้านพักอาศัยจะตั้งอยู่ด้านในโครงการค่ะ

Image 1/3
ทางเข้า-ออกโครงการ

ทางเข้า-ออกโครงการ

สำหรับ ทางเข้า-ออกโครงการ จะออกแบบเป็นประตูรั้วเหล็กรางเลื่อน มีระยะร่นจากถนนซอยเข้ามาประมาณนึง ทำให้รถของลูกบ้านไม่ไปติดขัดการจราจรตรงถนนด้านหน้าโครงการ โดยระบบในการเข้า-ออกโครงการจะเป็นแบบ Keycard Access / Bluetooth ระยะไกล / สติกเกอร์จอดรถ พร้อมระบบ CCTV ที่ Main Gate และภายในโครงการ รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง บริหารโดย LIV24 Security System by Plus Property

จากทางเข้าโครงการจะเป็น ถนนภาระจำยอม กว้าง 8.50 เมตรที่ใช้ร่วมกันระหว่าง Home Office ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการ, โซนบ้านพักอาศัยทั้ง 6 หลังและบ้านพักอาศัยดั้งเดิมอีก 1 หลัง

ทางโครงการจะปลูกเป็นไม้พุ่มและต้นไม้ใหญ่ตลอดแนวถนน พร้อมปูพื้นเป็นลวดลายสวยงาม ทำให้ได้บรรยากาศน่าอยู่อาศัย อีกทั้งยังช่วยนำสายตาเข้าไปยังด้านในโครงการด้วยค่ะ รวมถึงหากต้นไม้โตเต็มที่ก็จะเป็นร่มเงาให้เวลาขับรถเข้า-ออกโครงการ ส่วนระบบไฟในโครงการเป็นแบบ 3 เฟส เดินสายไฟร้อยท่อลงดินทั้งโครงการ ทำให้ได้ทัศนียภาพภายในโครงการที่สวยงาม เรียบร้อย สะอาดตาดี

นอกจากนั้นโซนบ้านพักอาศัยของโครงการจะมีประตูรั้วโครงการอีก 1 ชั้น ทำให้โซนบ้านนี้จะได้ Double Gate Security ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการอยู่อาศัยนั่นเอง

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • ประตูรั้วโครงการแบบรั้วเหล็กรางเลื่อน
  • ระบบในการเข้า-ออกโครงการเป็นแบบ Keycard Access / Bluetooth ระยะไกล / สติกเกอร์จอดรถ
  • ระบบ CCTV ที่ Main Gate และภายในโครงการ
  • ถนนหลักกว้าง 8.50 เมตร
  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง บริหารโดย LIV24 Security System by Plus Property
  • ระบบไฟในโครงการเป็นแบบ 3 เฟส เดินสายไฟร้อยท่อลงดินทั้งโครงการ

แบบบ้าน

 

Highlight

  • Home Office 6 ชั้นพร้อม Rooftop ลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว ได้ช่องแสง 3 ด้านและพื้นที่รอบบ้านแตกต่างจาก Home Office ส่วนใหญ่ที่เป็นทาวน์โฮม
  • พื้นที่ใช้สอยมากถึง 900 ตร.ม. และจอดรถได้ 8 คัน ถือว่าให้มาเยอะกว่า Home Office ส่วนใหญ่ในย่านแหล่งงาน
  • เหมาะกับธุรกิจหลากหลาย รองรับพนักงานได้ 20-30 คน เช่น คลินิกความงาม, แบรนด์สินค้า, สตูดิโอ, บริษัทที่ต้องรับลูกค้าแบบ private, เจ้าของธุรกิจ-ผู้ประกอบการ, เจ้าของแบรนด์หรือ SME อย่างธุรกิจนำเข้า–ส่งออก, การตลาด, เอเจนซี่, อีคอมเมิร์ซ, เทรดดิ้ง เป็นต้น
  • วัสดุต่างๆให้มาดี เตรียมงานระบบมาให้ครบ เช่น พื้นกระเบื้องพอร์ซเลนและ Engineered Wood, แอร์ VRV System รวม 17 เครื่อง, ติดตั้งลิฟต์โดยสารภายในบ้าน, ห้องอเนกประสงค์ตรง Rooftop เป็นต้น

โครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat ออกแบบเป็นบ้านเดี่ยว 4 ชั้นและ Home Office 6 ชั้นพร้อม Rooftop ในสไตล์ Modern Luxury มีความเรียบง่ายแต่ทันสมัย ด้วยโทนสีขาว เทา และน้ำตาลเข้ม อีกทั้งมีลูกเล่นอย่าง Facade ที่มีทั้งกระจกบานใหญ่, แผงตกแต่งลายไม้และพื้นผิวโทนหินสีอ่อน นอกจากนั้นยังออกแบบระนาบอาคารที่ยื่นออกมาไม่เท่ากัน ทำให้ตัวอาคารดูมีมิติมากขึ้น ไม่เรียบจนเกินไปด้วยค่ะ ซึ่งจะมีแบบบ้านให้เลือก ดังนี้

  • บ้านเดี่ยว 4 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 61.94 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 650 ตร.ม.
    – ฟังก์ชัน 5 ห้องนอน / 5 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / Private Pool / ลิฟต์โดยสาร
  • Home Office 6 ชั้น + Rooftop ที่ดินเริ่มต้น 63.48 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 900 ตร.ม. ขนาด 14.2×16.5 เมตร
    – ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน / 11 ห้องน้ำ / 8 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร

สำหรับวันนี้เราจะพาไปเจาะลึก Home Office สูง 6 ชั้น พร้อม Rooftop กันค่ะ แต่ก่อนหน้านี้ทาง Think of Living ได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดตัวโครงการและเก็บภาพบรรยากาศจริงของบ้านเดี่ยว 4 ชั้น ซึ่งเป็นบ้านตัวอย่างที่เหลือขายเพียงหลังเดียวมาให้ชมกันด้วยนะคะ ทำให้ทุกคนจะได้ชมภาพบรรยากาศจริงของทั้งบ้านเดี่ยวและ Home Office ของโครงการนี้เลยนั่นเอง

โครงสร้างและวัสดุภายในโฮมออฟฟิศ

  • โครงสร้างบ้านแบบ Conventional ก่ออิฐฉาบปูน
  • Facade : อะลูมิเนียมลายไม้, ระแนงอะลูมิเนียมสีขาว, แผ่นกระเบื้องลายหิน
  • โครงสร้างอาคาร
    – พื้นชั้น 1 : โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.)
    – พื้นชั้น 2 – ดาดฟ้า : โครงสร้างระบบพื้นคอนกรีตอัดแรง (Postension)
  • พื้นที่จอดรถ
    – พื้นที่จอดรถ : ใช้ร่วมกับโครงสร้างอาคาร ลงเสาเข็ม I40 ยาว 24 เมตร, โครงสร้างคานพื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.)
    – วัสดุปูพื้น : กระเบื้องพอร์ซเลน
  • ประตูรั้วบ้าน : รั้วเหล็กรางเลื่อน พร้อมติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ จาก DEA
  • ประตูทางเข้าบ้าน
    – ทางเข้าหลัก : ประตูกระจกบานเลื่อนแบบ Double Glass (กระจก 2 ชั้น)
    – ทางเข้ารอง : บานประตูไม้และปิดผิวด้วยลายไม้วีเนียร์
  • ประตูภายในบ้าน : บานประตูไม้และปิดผิวด้วยลายไม้วีเนียร์
  • วัสดุกรอบบานหน้าต่าง : Frame Aluminium EURO Spec. ทำสีแบบ Powder Coat และกระจกเป็นลามิเนตรีเฟคทีฟ LOW-E (คุณสมบัติสะท้อนความร้อนพิเศษ)
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน : 2.80 เมตร (เฉพาะพื้นที่นั่งเล่นชั้น 5 มีความสูงอยู่ที่ 4.20 เมตร)
  • วัสดุพื้น
    – ชั้น 1-3 : กระเบื้องพอร์ซเลน
    – ชั้น 4-6 : พื้น Engineered Wood
    – Rooftop : กระเบื้องพอร์ซเลนและพื้น Engineered Wood
    – Terrace ด้านหน้าบ้าน, ห้องน้ำ, ห้องครัว : กระเบื้องพอร์ซเลน
    – ระเบียง : กระเบื้อง
  • ห้องน้ำ : สุขภัณฑ์จาก TOTO (เฉพาะห้องน้ำในห้องนอนทั้ง 2 ห้องและ Master Bathroom ติดตั้งโถสุขภัณฑ์แบบ Washlet, Hand & Rain Shower, ฉากกั้นกระจกอาบน้ำ / Master Bathroom ติดตั้งเคาน์เตอร์อ่างล้างมือแบบ His & Her และ อ่างอาบน้ำจาก I-SPA)
  • ห้องครัว : เตรียมงานระบบทั้งปลั๊กไฟ, ท่อต่อเครื่องดูดควัน เพื่อปล่อยไปสู่ภายนอก, ระบบท่อน้ำ
  • Pantry : เตรียมงานระบบพื้นฐานทั้งชั้น 2-4 และชั้น 6
  • โครงสร้างบันไดคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ปิดผิวด้วยกระเบื้องพอร์ซเลน ด้านข้างเป็นราวกันตกกระจกและมือจับอะลูมิเนียม
  • ผนังภายในติด Wallpaper มาให้ทั้งหลัง
  • ออกแบบเว้นพื้นที่ด้านข้างหน้าต่าง สำหรับติดตั้งงานผ้าม่าน
  • เครื่องปรับอากาศ : Daikin แบบ VRV System สามารถควบคุมผ่าน Application ได้
  • บันไดจากชั้น 6 ไปถึง Rooftop : บันไดวน วัสดุเป็นโครงเหล็กสีดำ ลูกนอนบันไดปูกระเบื้อง
  • ระบบไฟ
    – ไฟ LED แบบดาวน์ไลท์
    – เดินระบบไฟตรงพื้นรองรับเป็นพื้นที่ของสำนักงานและการอยู่อาศัย
    – สวิตช์และปลั๊กไฟ : BTicino (สำหรับจุดที่ติดตั้งภายในห้องน้ำและด้านนอกอาคาร จะติดตั้งฝาครอบป้องกันน้ำและความชื้นด้วย)
  • เตรียมปั๊มน้ำ 2 ชุด
  • พื้นที่สวนรอบบ้าน : ปลูกต้นไม้ใหญ่-เล็กตามมาตรฐานโครงการ ทั้งบริเวณด้านหน้าทางเข้าและด้านข้างบ้าน

เทคโนโลยีและระบบต่างๆภายในโฮมออฟฟิศ

  • Digital Door Lock จาก HAFELE จำนวน 1 ตัวที่ประตูทางเข้ารอง
  • ลิฟต์โดยสาร : Mitsubishi NEXIEZ-S (Machine Room-Less) แบบระบบสลิง รองรับได้ 5 คน รวม 450 กิโลกรัม
  • CCTV : จัดเตรียมสายสัญญาณ CAT6 บริเวณรอบตัวอาคาร 5 จุด และบริเวณหน้าลิฟต์ทุกชั้นสำหรับ IP Camera
  • ระบบไฟฉุกเฉิน : เดินระบบและติดตั้งอุปกรณ์ระบบไฟแสงสว่างฉุกเฉิน บริเวณบันไดหลักและบันไดหนีไฟ
  • ช่อง Shaft งานระบบภายในบ้าน : ติดตั้งแผงกั้นภายในช่อง Shaft เพื่อป้องกันของตกจากด้านบน
  • ระบบดับเพลิง
    – เดินระบบท่อดับเพลิงและติดตั้งตู้ดับเพลิง (Fire Hose) บริเวณด้านข้างของลิฟต์โดยสารทุกชั้น
    – Fire Alarm : เดินระบบและติดตั้งอุปกรณ์ครบทั้ง 6 ชั้น และดาดฟ้า (ตามแบบมาตรฐานโครงการ)
    – ถังดับเพลิง บริเวณประตูทางเข้ารอง
    – บันไดหนีไฟและประตูทนไฟ : ประตูเหล็กทนไฟ เปิดได้ทั้งจากด้านในและด้านนอกบ้าน บริเวณด้านหน้าอาคารจากชั้น 6 ลงมาถึงชั้น 2
    – หัวรับน้ำดับเพลิง (FDC) บริเวณด้านหน้าบ้าน เพื่อรับน้ำแรงดันสูงจากรถดับเพลิงเข้าสู่ระบบท่อยืนหรือ Sprinkle ภายในอาคาร เพื่อเสริมแรงดันหรือเติมน้ำให้เพียงพอต่อการควบคุมเพลิงไฟ
  • Junction Box รองรับ EV Charger จำนวน 2 จุด
  • เตรียมระบบ Solar Cell ไว้เป็นมาตรฐาน รองรับการติดตั้งเพิ่มเติมในอนาคตได้

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ


Home Office 6 ชั้น + Rooftop

วันนี้เราจะพามาเจาะลึก Home Office 6 ชั้นพร้อม Rooftop ที่ดินเริ่มต้น 63.48 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 900 ตร.ม. ขนาด 14.2×16.5 เมตร ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน / 11 ห้องน้ำ / 8 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร กันค่ะ

ซึ่ง Home Office 6 ชั้นพร้อม Rooftop นี้จะมีเพียง 1 ยูนิตเท่านั้นโดยตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการ ติดกับซอยเจริญราษฎร์ 7 เลย ออกแบบแบ่งชั้น 1-3 เป็นพื้นที่สำนักงาน สามารถรองรับพนักงาน 20-30 คนได้สบายๆ ส่วนชั้น 4-6 จะเป็นพื้นที่อยู่อาศัยค่ะ

พอเป็น Home Office แบบนี้ ทำให้ได้พื้นที่ภายในบ้านเป็นพื้นที่โล่งๆที่ตกแต่งพื้น-ผนังและเดินงานระบบต่างๆมาให้ครบ ไม่มีการตกแต่งพวก Built-in มาให้นะคะ เนื่องจากแต่ละธุรกิจก็มีการออกแบบพื้นที่และการใช้งานที่แตกต่างกัน ทำให้ลูกบ้านจึงดีไซน์ Home Office ให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองได้เลย นอกจากนั้นในส่วนของชั้นพักอาศัยก็จะได้เป็นพื้นที่โล่งๆเหมือนกัน เพราะลูกบ้านระดับนี้ส่วนใหญ่มักจะมีแบรนด์หรือสไตล์บ้านที่ชื่นชอบอยู่แล้ว พอทางโครงการออกแบบเป็นบ้านเปล่าแบบนี้ ก็ไม่ต้องเสียเวลาในการทุบและตกแต่งใหม่ค่ะ ดังนั้นทุกอย่างที่เห็นใน Home Office นี้ก็คือสิ่งที่เราจะได้ทั้งหมดเลยนะคะ

ทำให้ Home Office นี้จึงเหมาะกับเจ้าของธุรกิจ-ผู้ประกอบการ, เจ้าของแบรนด์หรือ SME อย่างเช่น ธุรกิจนำเข้า–ส่งออก, การตลาด, เอเจนซี่, อีคอมเมิร์ซ, เทรดดิ้ง รวมไปถึงธุรกิจที่ต้องการหน้าร้านหรือโชว์รูมพรีเมียม เช่น คลินิกความงาม, แบรนด์สินค้า, สตูดิโอ, บริษัทที่ต้องรับลูกค้าแบบ private เป็นต้น

เราขอพามาดู Facade หรือหน้าตาบ้าน กันหน่อย โดยทางโครงการจะออกแบบตัวอาคารในโทนสีขาว เทา และน้ำตาลเข้ม นอกจากนั้นยังเลือกตกแต่งอาคารเป็นกระเบื้องหินสีอ่อน พร้อมกระจกบานใหญ่ เปิดรับแสงธรรมชาติและวิวด้านหน้าโครงการ เหมาะกับบรรยากาศของการทำงาน ส่วนชั้น 4-6 ที่เป็นโซนพักอาศัยจะมีแผงตกแต่งลายไม้ครอบไว้อีกชั้น เพื่อลดการมองเห็นและเพิ่มความเป็นส่วนตัวนั่นเอง ตัวอาคารจึงดูมีลูกเล่นและให้ความรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น นอกจากนั้นด้วยระนาบอาคารที่ยื่นออกมาไม่เท่ากัน จึงสร้างมิติให้ตัวอาคารมีความน่าสนใจและสวยงามมากขึ้นด้วยนะคะ

สำหรับโครงสร้างอาคารแบบ Conventional ก่ออิฐฉาบปูน ทำให้สามารถทุบต่อเติมตามการใช้งานได้ ด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ส่วนชั้น 2 – ดาดฟ้าจะมีโครงสร้างระบบพื้นคอนกรีตอัดแรง (Postension) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่นิยมในคอนโดมิเนียมและอาคารสูง เพราะมี Span ระยะห่างระหว่างเสาที่กว้างขึ้น จึงทำให้ได้พื้นที่ภายในอาคารที่กว้างๆ เหมาะกับ Home Office ที่ต้องการพื้นที่สำนักงานแบบกว้างๆเหมือนโครงการนี้นั่นเอง

ชั้น 1 : พื้นที่สำนักงาน

พื้นที่ชั้น 1 นี้จะเป็นพื้นที่ Reception ของโซนออฟฟิศ พร้อมพื้นที่จอดรถถึง 8 คันและ Powder Room รองรับการใช้งานในชั้น 1 นี้ โดยจะมีทางเข้าอาคารจากทั้งด้านหน้าที่อยู่ติดถนน สำหรับลูกค้าที่ต้องการมาติดต่องาน ส่วนทางเข้าด้านข้างอาคารจะต้องผ่านประตูรั้วโครงการก่อน จึงเป็นทางเข้า-ออกสำหรับลูกบ้านหรือพนักงานนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีโซนแม่บ้านและพื้นที่สวนให้มาเดินเล่นหรือนั่งพักผ่อนได้ด้วยค่ะ

Image 1/3
บริเวณด้านหน้าอาคาร

บริเวณด้านหน้าอาคาร

เรามาเริ่มกันที่ บริเวณด้านหน้าอาคารกันเลยนะคะ โดยจะออกแบบเป็น Terrace ขนาดประมาณ 1.75×6.80 เมตร ยกสูงจากพื้นถนนขึ้นมา อีกทั้งมีหลังคากระจกคอยบังฝนได้ อีกทั้งยังตกแต่งต้นไม้เพิ่มวิวสีเขียวและบรรยากาศร่มรื่นตั้งแต่ด้านหน้าโครงการได้ดีเลยค่ะ ส่วนวัสดุปูพื้นจะเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน

นอกจากนั้นหากมีลูกค้าต้องการมาติดต่องานต่างๆ ก็สามารถจอดรถชั่วคราวอยู่บริเวณด้านหน้าอาคารนี้ได้เลย สามารถจอดรถได้ประมาณ 2 คันค่ะ

Image 1/4
ทางเข้าหลัก

ทางเข้าหลัก

บริเวณนี้จะเป็น ทางเข้าหลักของอาคาร โดยจะออกแบบมีระยะห่างจากตัวอาคารและถนนด้านหน้าโครงการ อีกทั้งยังเลือกใช้ประตูกระจกบานเลื่อนแบบ Double Glass (กระจก 2 ชั้น) เพื่อช่วยป้องกันเสียงของรถยนต์ที่ขับผ่านไป-มาด้านหน้าโครงการนั่นเอง นอกจากนั้นทางบริษัทสามารถติดป้ายชื่อบริษัทอยู่ด้านข้างประตูทางเข้าได้ด้วยนะคะ

หากใครอยากได้ความปลอดภัยภายในอาคารเพิ่มขึ้น ก็สามารถหาซื้อ Digital Door Lock หรือพวกสัญญาณกันขโมยอย่าง Magnetic Sensor หรือ Motion Sensor มาติดตั้งเพิ่มเติมตรงประตูหลักนี้ ก็ทำให้เราอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจมากขึ้นค่ะ

ทางโครงการมีออกแบบ พื้นที่สวนเล็กๆด้านหน้าอาคาร ที่มีทั้งไม้พุ่มและต้นไม้ใหญ่ที่นอกจากจะสร้างบรรยากาศร่มรื่นตั้งแต่ด้านหน้าอาคารแล้ว ยังเป็นวิวสีเขียวให้กับพื้นที่ชั้น 1 ด้วยค่ะ

Image 1/2
ถังขยะที่เปิดทิ้งได้จากด้านใน

ถังขยะที่เปิดทิ้งได้จากด้านใน

นอกจากนั้นยังมี ถังขยะที่เปิดทิ้งได้จากด้านใน จึงช่วยพรางตา ทำให้ดูเรียบร้อย สะอาดตาดี ซึ่งรถเก็บขยะของทาง กทม. ก็สามารถเก็บขยะจากด้านหน้าอาคารได้เลยค่ะ

Image 1/2
ประตูรั้วโครงการและป้อม รปภ.

ประตูรั้วโครงการและป้อม รปภ.

เรามาดูด้านข้างอาคารกันต่อเลยค่ะ ซึ่งจะเป็น ประตูรั้วโครงการและป้อม รปภ. นั่นเอง ทำให้หากเราจะขับรถมาเพื่อจอดหรือเข้าบ้านจากประตูทางเข้ารอง จะต้องผ่านรั้วโครงการก่อน จึงช่วยคัดกรองบุคคลภายนอกได้ระดับนึงเลยค่ะ

บริเวณด้านข้างของอาคารจะเป็น พื้นที่จอดรถและประตูทางเข้ารอง นะคะ ทำให้สามารถเข้า-ออกบ้านได้ 2 ทางเลยนั่นเอง นอกจากนั้นเลขที่บ้านของหลังนี้จะเป็น 88/8 ที่เป็นเลขมงคลด้วยนะคะ

Image 1/3
ทางเข้ารอง

ทางเข้ารอง

ทางเข้ารอง จะอยู่ติดกับพื้นที่จอดรถเลย โดยออกแบบเป็นทางลาดมีความกว้าง 0.85 เมตร พร้อมผนังทึบทั้ง 2 ด้าน ทำให้สามารถเข็นรถเข็นหรือกระเป๋าเดินทางเข้าบ้านได้สบายๆ ซึ่งบริเวณผนังนี้จะติดตั้งกล่องใส่จดหมายและกริ่งด้วยค่ะ ส่วนตัวประตูทางเข้ารองจะเป็นบานประตูลายไม้ มีฉลุตรงบานประตูเป็นช่องที่นอกจากจะดูสวยงามแล้ว ยังทำให้เราพอมองเห็นคนด้านนอกที่มากดกริ่งด้วยนั่นเอง

Image 1/6
พื้นที่จอดรถ

พื้นที่จอดรถ

พื้นที่จอดรถ สามารถจอดได้ถึง 8 คันเลย โดยจะจอดรถเรียงด้านหน้าได้ 4 คัน มีความกว้างประมาณ 13.85 เมตร ส่วนด้านในจะจอดซ้อนคันได้อีก 4 คันนั่นเอง พร้อมติดตั้งรั้วเหล็กรางเลื่อนและมอเตอร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ จาก DEA ซึ่งด้านบนรั้วจะมีไฟสว่างขึ้นขณะเปิด-ปิดประตูรั้วนี้ จึงได้ความปลอดภัยมากขึ้นเวลาขับเข้า-ออกพื้นที่จอดรถค่ะ

สำหรับโครงสร้างของพื้นที่จอดรถนี้จะใช้ร่วมกับโครงสร้างอาคาร ลงเสาเข็ม I40 ยาว 24 เมตร มีโครงสร้างคานพื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) จึงไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นทรุดตัวและจะเกิดรอยแตกร้าวที่ตัวบ้านค่ะ ส่วนวัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลนที่ดูสวยงามและรักษาทำความสะอาดได้ง่าย พร้อมฝ้าเพดานโรงจอดรถที่เป็นอะลูมิเนียมลายไม้จึงแข็งแรงทนทาน อีกทั้งเป็นการออกแบบเพื่อเพิ่มลูกเล่นให้กับตัวบ้านด้วย

นอกจากนั้นทางโครงการได้เตรียม Junction Box รองรับการติดตั้ง EV Charger มาให้ 2 จุดด้วยนะคะ เพราะปัจจุบันนี้หลายๆคนหันมาใช้งานรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เราจึงซื้อเครื่องชาร์จมาติดตั้งเพิ่มเติมได้เลย รวมถึงจัดเตรียมสายสัญญาณ CAT6 สำหรับติดตั้ง CCTV บริเวณรอบตัวอาคาร 5 จุดให้เราติดตั้งระบบความปลอดภัยเพิ่มได้

Image 1/2
พื้นที่สวนด้านข้างอาคาร

พื้นที่สวนด้านข้างอาคาร

ทางโครงการมีออกแบบ พื้นที่สวนด้านข้างอาคาร ด้วยนะคะ มีความกว้าง 2 เมตร โดยจะปลูกเป็นต้นไม้ใหญ่ อีกทั้งมีเตรียมสายระบบต่างๆรองรับการใช้งานด้วย ซึ่งเราก็สามารถหาเป็นโต๊ะกลางแจ้งมาตั้งเพิ่ม เป็นมุมนั่งเล่นพักผ่อนในสวนได้นะ อีกทั้งได้ร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ ช่วยให้นั่งใช้งานได้นานขึ้นด้วย นอกจากนั้นยังเป็นทางเดินให้แม่บ้านำขยะไปทิ้งที่ถังขยะด้านหน้าบ้านนั่นเอง

ต่อมาเราจะพามาดู โซนแม่บ้าน กัน ซึ่งจะอยู่ด้านข้างของพื้นที่จอดรถและใกล้ๆประตูทางเข้ารองเลยค่ะ

ทางโครงการมีออกแบบเป็น โซนแม่บ้าน ด้วยนะคะ โดยห้องทางฝั่งขวาจะเป็นห้องแม่บ้าน ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นห้องน้ำของแม่บ้านที่ติดตั้งอุปกรณ์ในห้องน้ำมาครบครัน

ทำให้เราสามารถจ้างแม่บ้านมาคอยดูแลรักษาความสะอาดทั้งพื้นที่สำนักงานและพื้นที่อยู่อาศัยได้ทั้งวัน หรือจะเป็นห้องพักของคนขับรถประจำบริษัทก็ได้เหมือนกันนะ แต่ถ้าใครที่ไม่ได้จ้างแม่บ้านให้อยู่ประจำก็สามารถปรับเป็นห้องเก็บของหรือสต็อกสินค้าได้ค่ะ

Image 1/5
ประตูทางเข้ารอง

ประตูทางเข้ารอง

ต่อมาเป็น ประตูทางเข้ารอง ออกแบบเป็นบานประตูไม้และปิดผิวด้วยลายไม้วีเนียร์ พร้อมติดตั้ง Digital Door Lock จาก HAFELE ทำให้นอกจากจะเข้า-ออกได้สะดวกแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยภายในอาคารด้วยนั่นเอง ซึ่งด้านข้างของบานประตูจะมีหน้าต่างบานใหญ่ เปิดรับแสงและมองออกมายังด้านนอกได้ด้วยค่ะ

ส่วน Terrace มีขนาดประมาณ 0.90×6.00 เมตร ยาวเชื่อมไปยังประตูทางเข้ารอง มีวัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ดังนั้นเราจึงสามารถตั้งพวกชั้นวางรองเท้า พร้อมที่นั่งใส่รองเท้าและที่ใส่ร่มตรงบริเวณนี้ได้ นอกจากนั้นยังตั้งถังดับเพลิงไว้บริเวณนี้ด้วย

เนื่องจากการก่อสร้างอาคาร 6 ชั้นเหมือน Home Office นี้จะมีกฎหมายควบคุมอาคารที่บ้านที่สูงเกิน 3-4 ชั้น จะต้องมีบันไดหนีไฟเพื่อความปลอดภัย ทำให้ทางโครงการจึงมี ระบบดับเพลิงอื่นๆ เตรียมมาให้ครบเลย นอกจากถังดับเพลิง บริเวณประตูทางเข้ารองที่เราพาไปดูเมื่อกี้แล้ว

บริเวณด้านหน้าบ้านตรงทางเข้าหลักจะมี หัวรับน้ำดับเพลิง (FDC) เพื่อรับน้ำแรงดันสูงจากรถดับเพลิงเข้าสู่ระบบท่อยืนหรือ Sprinkle ภายในอาคาร เพื่อเสริมแรงดันหรือเติมน้ำให้เพียงพอต่อการควบคุมเพลิงไฟนั่นเอง นอกจากนั้นยังมี Fire Alarm, เดินระบบท่อดับเพลิงและติดตั้งตู้ดับเพลิง (Fire Hose) ด้วย ไว้เราค่อยพาไปดูกันต่อนะคะ

Image 1/4
พื้นที่ชั้น 1

พื้นที่ชั้น 1

เมื่อเข้ามาภายใน ชั้น 1 จะเป็นพื้นที่โล่งๆขนาดประมาณ 6.70×7.10 เมตร เราจึงสามารถออกแบบตกแต่งได้ตามการใช้งานและภาพลักษณ์ของบริษัทได้เลยค่ะ

ทำให้เราใช้พื้นที่ชั้น 1 นี้เป็น โซนต้อนรับของสำนักงาน ส่วนด้านข้างก็จะมี Powder Room รองรับการใช้งานของแขกด้วยค่ะ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องมี Reception ก็สามารถปรับเป็นพื้นที่ทำงานได้อีกชั้นเลยนั่นเอง

โดยทางโครงการได้ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ซึ่งเป็นกระเบื้องที่มีเนื้อแข็ง หนาแน่นสูง รูพรุนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกระเบื้องแกรนิตโต้ที่มีส่วนผสมของหินจริงค่ะ ส่วนความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.8 เมตร ทำให้ได้บรรยากาศที่โปร่งโล่งดีเลย อีกทั้งติดตั้งเป็นไฟ LED แบบดาวน์ไลท์ ส่วนผนังภายในอาคารก็ติด Wallpaper มาให้ทั้งหลัง

สำหรับวัสดุกรอบบานหน้าต่างของอาคารนี้จะเป็น Frame Aluminium EURO Spec ทำสีแบบ Powder Coat และกระจกเป็นลามิเนตรีเฟคทีฟ LOW-E มีคุณสมบัติช่วยให้แสงส่องผ่านเข้ามาได้ แต่สะท้อนความร้อน จึงทำให้บรรยากาศภายในอาคารมีความสว่างแต่ไม่ร้อนแดด

Image 1/2
สวิตช์และปลั๊กไฟ / Smoke Detector

สวิตช์และปลั๊กไฟ / Smoke Detector

ทางโครงการเลือกใช้ สวิตช์และปลั๊กไฟ จาก BTicino ซึ่งจะได้หน้าตาเหมือนในภาพเลยนะคะ นอกจากนั้นสวิตช์และปลั๊กไฟที่ติดตั้งภายในห้องน้ำและด้านนอกอาคารก็จะมีฝาครอบป้องกันน้ำและความชื้นด้วยค่ะ ทำให้เราใช้งานได้ปลอดภัยดี รวมถึงมี Smoke Detector ช่วยป้องกันเหตุเพลิงไหม้ด้วย

Image 1/2
เครื่องปรับอากาศ

เครื่องปรับอากาศ

ทางโครงการได้ติดตั้ง เครื่องปรับอากาศจาก Daikin แบบ VRV System มาให้ทุกชั้น รวมทั้งหมด 17 ตัวเลยนะคะ อีกทั้งสามารถควบคุมผ่าน Application ได้ด้วย

โดยปกติเครื่องปรับอากาศระบบ VRV System มักจะใช้ในพวกห้าง, ออฟฟิศหรือโรงแรมที่มักจะเปิดแอร์หลายตัว เปิดทั้งวันและใช้งานเป็นประจำ มีข้อดีคือ ประหยัดไฟและประหยัดพื้นที่ตั้ง Condensing Unit จึงไม่กินพื้นที่รอบบ้านมากนัก เพราะเชื่อมต่อเครื่องปรับอากาศภายในบ้านได้หลายจุดและหลายชั้นจาก Condensing Unit เพียงชุดเดียวนั่นเอง ซึ่งโครงการส่วนใหญ่มักจะให้แอร์ระบบ VRV เป็นบางห้อง ไม่ได้ให้ทั้งหลังเหมือนโครงการนี้

Image 1/3
พื้นที่ต้อนรับและนั่งคอย

พื้นที่ต้อนรับและนั่งคอย

เราสามารถใช้พื้นที่โซนด้านหน้าเป็น พื้นที่ต้อนรับและรองรับลูกค้า มีขนาดประมาณ 2.80×7.10 เมตร โดยตั้งเป็นเคาน์เตอร์ Reception ต้อนรับแขกและจัดชุดโต๊ะ-เก้าอี้สำหรับให้ลูกค้ามานั่งพักคอย รวมถึงจะตั้งชั้นวางโชว์สินค้าก็ได้เหมือนกันค่ะ นอกจากนั้นเรายังกั้นพื้นที่บางส่วนเป็นห้องอเนกประสงค์สำหรับใช้เป็นห้องประชุมพูดคุยงานกับลูกค้าได้ด้วยนะ

ซึ่งทางโครงการจะออกแบบเป็นหน้าต่างกระจกแบบ Full Height เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติและวิวสวนด้านหน้าอาคารด้วยนั่นเอง ทำให้ได้บรรยากาศสดชื่นดีค่ะ

เราสามารถใช้พื้นที่ใกล้ๆกับประตูทางเข้ารอง Built-in เป็น เคาน์เตอร์สำหรับบันทึกการเข้า-ออกงานของพนักงาน ได้นะคะ มีขนาดประมาณ 3.75×3.95 เมตร ทำให้พนักงานก็เข้าบ้านมาจากทางนี้และตอกบัตร จากนั้นก็ขึ้นไปทำงานยังชั้น 2-3 ได้เลยนั่นเอง ส่วน Powder Room จะอยู่ด้านข้างนะคะ

Image 1/7
Powder Room

Powder Room

Powder Room เป็นห้องน้ำที่ไม่มีพื้นที่อาบน้ำ เพื่อรองรับแขกและการใช้งานบริเวณชั้น 1 มีขนาดห้องอยู่ที่ 1.30×.1.80 เมตร ปูพื้นกระเบื้องพอร์ซเลน โดยจะติดตั้งประตูเหมือนในภาพเลย ส่วนภายในห้องน้ำจะติดตั้งเฉพาะอ่างล้างมือและโถสุขภัณฑ์ที่ทางโครงการเลือกใช้จาก TOTO พร้อมพัดลมดูดอากาศและช่องหน้าต่างที่สามารถเปิดระบายอากาศและความชื้นในห้องน้ำได้ อีกทั้งมีปลั๊กไฟในห้องน้ำที่ออกแบบมีฝาครอบปิดด้วย

ต่อมาเราจะพาไปยัง โซนลิฟต์และบันไดเพื่อขึ้นไปยังชั้นอื่นๆ กันนะคะ โดยจะติดตั้งเป็นประตูกระจกบานผลักเหมือนในภาพเลยค่ะ

Image 1/4
โถงลิฟต์และบันได

โถงลิฟต์และบันได

โถงลิฟต์และบันได จะมีขนาด 1.80×2.90 เมตร โดยจะมีห้องไฟฟ้าอยู่ด้านข้างโถงชั้น 1 นี้ พร้อมเตรียมปั๊มน้ำ 2 ชุดและถังเก็บน้ำใต้ดิน รวมถึงมีการเดินระบบและติดตั้งอุปกรณ์ระบบไฟแสงสว่างฉุกเฉิน บริเวณบันไดหลักและบันไดหนีไฟ

นอกจากนั้นทางโครงการยังเตรียมระบบ Solar Cell ไว้เป็นมาตรฐาน เพื่อรองรับการติดตั้งเพิ่มเติมในอนาคตได้ด้วยนะคะ ก็ช่วยให้เราไม่ต้องวุ่นวายเตรียมงานระบบใหม่และสามารถติดตั้งได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ด้านข้างของโถงชั้น 1 นี้จะมีประตูกระจก ที่นอกจากจะดึงแสงธรรมชาติเข้ามาแล้ว ยังเปิดออกไปยังพื้นที่สวนด้านข้างได้ด้วยค่ะ

ทางโครงการได้ติดตั้ง ลิฟต์โดยสาร จาก Mitsubishi NEXIEZ-S (Machine Room-Less) แบบระบบสลิง โดยมีขนาด 1.00×1.30 เมตร รองรับได้ถึง 6 คน รวม 450 กิโลกรัม พร้อมติดตั้งโทรศัพท์ด้านหน้าลิฟต์มาให้ด้วย

ซึ่งลิฟต์ระบบสลิงนี้จะเหมาะกับอาคารสูงอย่าง อาคารสำนักงาน, ห้างหรือโรงพยาบาล เพราะมีข้อดีอย่างขึ้น-ลงลิฟต์ได้เร็ว ไม่ต้องยืนรอลิฟต์นาน เสียงก็ไม่ดังด้วยนะ ส่วนตัวเราชอบที่บานประตูลิฟต์จะมีช่องหน้าต่างเป็นกระจกฝ้า เพื่อให้มองเห็นจากภายนอกได้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินก็สามารถช่วยเหลือได้ทันทีนั่นเอง นอกจากนั้นยังเป็นลิฟต์แบบ Machine Room-Less หรือไม่มีห้องเครื่อง มีข้อดีคือช่วยประหยัดพื้นที่อาคารและทำให้งานออกแบบดูเรียบร้อยมากขึ้นค่ะ

หากใครอยากได้เป็นลิฟต์แบบล็อกชั้น เพื่อแบ่งแยกการใช้งานของโซนสำนักงานและที่อยู่อาศัยออกจากกันชัดเจน เราก็สามารถติดต่อกับทางโครงการให้เพิ่มฟังก์ชันล็อกชั้นได้

อย่างที่เราได้เกริ่นไปแล้วนะคะว่าทางโครงการจะมีติดตั้ง ระบบดับเพลิงต่างๆภายในอาคาร ด้วย อย่างภาพด้านบนนี้จะเป็น Fire Alarm ที่เดินระบบและติดตั้งอุปกรณ์ครบทั้ง 6 ชั้น และดาดฟ้า (ตามแบบมาตรฐานโครงการ) อีกทั้งมีการเดินระบบท่อดับเพลิงและติดตั้งตู้ดับเพลิง (Fire Hose) อยู่บริเวณด้านข้างของลิฟต์โดยสารทุกชั้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยภายในอาคารด้วยนั่นเอง

Image 1/4
บันได

บันได

สำหรับ บันได มีโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ทำให้ไม่เกิดเสียงดังเวลาเดินขึ้น-ลงบันได พร้อมปิดผิวด้วยกระเบื้องพอร์ซเลน ส่วนด้านข้างเป็นราวกันตกกระจกและมือจับอะลูมิเนียม โดยมีความกว้างบันไดประมาณ 1.20 เมตร ลูกนอนกว้างประมาณ 25 ซม. ลูกตั้งสูง 17 ซม. พร้อมช่องหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อดึงแสงธรรมชาติเข้ามาภายในโถงบันไดไม่มืดทึบ ส่วนตัวเราชอบที่ด้านข้างของโถงบันไดจะมีช่องหน้าต่างอีก 2 จุดที่ติดกับพื้นที่ระเบียงในชั้นนั้นๆ ทำให้บริเวณโถงบันไดนี้มีความสว่างมากขึ้นนั่นเอง

ชั้น 2 : พื้นที่สำนักงาน

ต่อมา ชั้น 2 จะเป็นพื้นที่สำนักงานแบบเต็มชั้น ออกแบบเป็นพื้นที่โล่งๆ ให้เราจัดวางเฟอร์นิเจอร์และกั้นแบ่งเป็นห้องตามการใช้งานได้ค่ะ โดยจะมีระเบียงให้เรามายืนรับลมชมวิวได้ ส่วนด้านข้างก็จะมีมุม Pantry และห้องน้ำแบ่งฝั่งชาย-หญิง รวมถึงบันไดหนีไฟด้วยค่ะ

ซึ่งทางโครงการก็ได้เตรียมงานระบบต่างๆมาให้เรียบร้อยแล้ว  เพราะด้วยตัว Home Office ที่มีถึง 6 ชั้น พร้อม Rooftop ทำให้ทางโครงการต้องเตรียมงานระบบน้ำ, ไฟ, อินเทอร์เน็ตให้ใช้งานได้อย่างดีทุกชั้น อีกทั้งมีช่อง Shaft ของท่องานระบบต่างๆในทุกชั้น เพื่อให้สามารถซ่อมแซมและบำรุงรักษาได้ง่ายด้วยค่ะ งั้นเราไปดูกันต่อเลยนะคะ

Image 1/2
โถงชั้น 2

โถงชั้น 2

โถงชั้น 2 จะมีขนาดและการออกแบบเหมือนชั้น 1 เลย โดยจะเป็นพื้นที่ของลิฟต์โดยสาร, บันได พร้อมระบบไฟฉุกเฉิน รวมถึงระบบดับเพลิงอย่าง Fire Alarm และตู้ดับเพลิงด้วย ส่วนด้านข้างจะเป็นประตูกระจกบานผลัก เพื่อเปิดเชื่อมไปยังพื้นที่สำนักงานนั่นเอง

Image 1/5
พื้นที่ชั้น 2

พื้นที่ชั้น 2

พื้นที่ชั้น 2 จะออกแบบเป็น Open Plan ขนาดใหญ่ประมาณ 7.00×12.35 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลนเหมือนภาพด้านบนเลย ซึ่งเราก็สามารถกั้นแบ่งและจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ยืดหยุ่นตามการใช้งานนะคะ จะตั้งเป็นโต๊ะยาวและกั้นเพิ่มเป็นห้องประชุมได้ รองรับพนักงาน 20-30 คนได้สบายๆ

นอกจากนั้นยังได้หน้าต่างกระจกบานใหญ่จากด้านหน้าและด้านข้างบ้าน ประกอบกับความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานเท่ากับชั้นอื่นๆอยู่ที่ 2.8 เมตร ทำให้ได้บรรยากาศการทำงานที่สบายๆมากขึ้น เพราะโดยส่วนตัวแล้วเรารู้สึกว่าบรรยากาศของพื้นที่ทำงานก็มีผลต่อการทำงานเหมือนกันนะ โดยเฉพาะงานที่ต้องการความแปลกใหม่ ไอเดียดีๆ หากต้องทำงานอยู่ในห้องทึบๆไม่มีหน้าต่างให้เป็นจุดพักสายตาก็อาจจะมีบรรยากาศการทำงานที่เคร่งเครียดเกินไปค่ะ

งานระบบต่างๆ ก็เตรียมมาให้เรียบร้อยนะ อย่างระบบไฟก็ติดตั้งไฟ LED แบบดาวน์ไลท์, สวิตช์และปลั๊กไฟ จาก BTicino, เดินระบบไฟตรงพื้นรองรับเป็นพื้นที่ของสำนักงาน รวมถึงมีติดตั้ง Smoke Detector และเครื่องปรับอากาศจาก Daikin แบบ VRV System พร้อมหน้าจอควบคุมและสามารถสั่งผ่าน Application ได้

Image 1/2
ช่อง Shaft ท่องานระบบต่างๆในทุกชั้น

ช่อง Shaft ท่องานระบบต่างๆในทุกชั้น

ทางโครงการได้ออกแบบ ช่อง Shaft เป็นพื้นที่ของท่องานระบบต่างๆในทุกชั้น เพื่อให้สามารถซ่อมแซมและบำรุงรักษาได้ง่าย รวมถึงยังติดตั้งแผงกั้นภายในช่อง Shaft เพื่อป้องกันของตกจากด้านบนด้วย

Image 1/4
ห้องประชุม

ห้องประชุม

เราพามาดู โซนด้านหน้าบ้านของชั้น 2 กันเลย โดยจะเป็นหน้าต่างกระจกแบบ Full Height จึงเปิดรับแสงธรรมชาติและวิวได้กว้างเลย ซึ่งเราสามารถทำ ห้องประชุม ขนาดประมาณ 4.45×5.30 เมตร วางโต๊ะยาว 10 ที่นั่งได้สบายเลย เพราะทางโครงการก็ได้คิดเผื่อและติดตั้งเครื่องปรับอากาศ รวมถึงเดินระบบไฟตรงพื้นบริเวณนี้มาแล้วด้วย จึงกั้นแบ่งห้องได้ง่ายๆ

Image 1/3
ระเบียง

ระเบียง

ทางโครงการได้ออกแบบ ระเบียง มาให้ด้วยนะคะ โดยจะมีประตูเปิดทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้หากเรากั้นพื้นที่ด้านข้างระเบียงเป็นห้องประชุม ก็ทำให้เราเดินจากห้องประชุมมายังระเบียงได้ด้วยค่ะ

ระเบียงนี้มีขนาด 1.35×2.60 เมตร ปูพื้นกระเบื้องพร้อมราวกันตกเป็นกระจกเหมือนในภาพเลย อีกทั้งมี Floor Drain และปลั๊กไฟให้ใช้งานได้ ทำให้เวลาคิดงานไม่ออกหรือเครียดๆก็สามารถเดินออกมายืนพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์ด้านนอกได้ค่ะ

ทางโครงการจะออกแบบ เว้นระยะสำหรับติดตั้งรางผ้าม่าน บริเวณที่เป็นหน้าต่างกระจกแบบนี้ในทุกชั้นมาให้เรียบร้อยเลยค่ะ ก็ถือเป็นดีเทลเล็กๆน้อยๆที่เราชอบ เพราะเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงการอยู่อาศัยของลูกบ้านและคิดเผื่อมาให้เลย ลูกบ้านจึงสามารถตกแต่งต่อได้ง่ายดี

Image 1/7
พื้นที่สำนักงาน

พื้นที่สำนักงาน

ส่วนอีกฝั่งของชั้นจะเป็น พื้นที่สำนักงาน ขนาดใหญ่ประมาณ 7.00×7.80 เมตร วางโต๊ะ เราจึงสามารถกั้นแบ่งและจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ยืดหยุ่นตามการใช้งานเลยนะคะ โดยจะตั้งเป็นโต๊ะ-เก้าอี้เรียงต่อๆกันแบบสำนักงานทั่วไปได้เลย สามารถวางได้ 2 จุด จุดละ 6 ชุด รวมถึงทำเป็นมุมนั่งทำงานแบบโซฟาเพิ่มได้ ส่วนด้านข้างจะมีมุม ​Pantry และห้องน้ำแบ่งฝั่งชาย-หญิงค่ะ

ภาพจำลองบรรยากาศ พื้นที่ชั้น 2 โดยสามารถกั้นเป็นผนังกระจกแบ่งเป็นห้องประชุม รวมถึงตั้งโต๊ะ-เก้าอี้ของพนักงานเรียงต่อกันเหมือนในภาพได้เลย ส่วนด้านข้างก็มีเคาน์เตอร์เป็นมุม Pantry นั่นเอง

Image 1/2
มุม Pantry

มุม Pantry

อย่างที่เราได้บอกไปนะคะว่าบริเวณด้านข้างของพื้นที่ชั้น 2 สามารถทำเป็น มุม Pantry ได้ เพราะทางโครงการได้เตรียมงานระบบพื้นฐานมาให้แล้วไม่ว่าจะเป็นระบบไฟหรือน้ำ เราจึงสามารถตกแต่งเป็นเคาน์เตอร์ครัว พร้อมตู้เก็บของด้านบน-ด้านล่างไว้สำหรับเก็บขนมทานเล่นต่างๆของพนักงานได้ รวมถึงด้านข้างก็มีพื้นที่เว้นไว้ให้ตั้งตู้เย็น เราจึงสามารถเตรียมขนมทานเล่นและเครื่องดื่มเพื่อรองรับแขกตรงห้องประชุมได้

ถัดจากมุม Pantry จะเป็น โซนห้องน้ำของพนักงาน ที่ออกแบบหลบอยู่ด้านในสุดเลย เพราะถือเป็นฟังก์ชันที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

ทางโครงการจะออกแบบห้องน้ำของพนักงานแบ่งฝั่งชาย-หญิงชัดเจน โดยจะมีฝั่งละ 1 ห้องเท่านั้น ทำให้หากมีคนอื่นใช้งานอยู่ เราก็สามารถไปใช้งานห้องน้ำที่ชั้น 1 หรือชั้น 3 แทนได้ ส่วนโถงทางเดินนี้จะมีความกว้างประมาณ 1 เมตร พร้อมช่องหน้าต่างเปิดรับแสงธรรมชาติ

Image 1/11
ห้องน้ำหญิง

ห้องน้ำหญิง

เรามาดู โซนห้องน้ำ กันต่อเลย สำหรับประตูของห้องน้ำจะมีหน้าตาเหมือนด้านบนเลย ซึ่งมีวัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ติดตั้งอุปกรณ์มาครบครันทั้งเคาน์เตอร์อ่างล้างมือ พร้อมช่องเก็บของด้านล่างและโถสุขภัณฑ์ที่เลือกใช้จาก TOTO รวมถึงช่องหน้าต่างและพัดลมเพื่อระบายอากาศ-ความชื้นภายในห้องน้ำ

ขนาดของห้องน้ำหญิงอยู่ที่ 1.50×1.80 เมตร มีการออกแบบเหมือน Powder Room ชั้น 1 ส่วนห้องน้ำชายจะมีขนาดประมาณ 1.55×2.25 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าห้องน้ำหญิงก็เพราะว่ามีติดตั้งโถปัสสาวะชายเพิ่มขึ้นมานั่นเอง

สำหรับบริเวณด้านข้างของพื้นที่ชั้น 2 จะมีติดตั้ง ประตูเหล็กทนไฟพร้อมบันไดหนีไฟ มาให้ด้วยนะคะ

Image 1/4
บันไดหนีไฟ

บันไดหนีไฟ

ด้วยกฎหมายควบคุมอาคาร ทำให้บ้านที่สูงเกิน 3-4 ชั้นจะต้องมี บันไดหนีไฟ เป็นกิจจะลักษณะ ไม่สามารถใช้เป็นบันไดลิง ดังนั้น Home Office นี้ที่สูงถึง 6 ชั้นพร้อม Rooftop จึงต้องทำบันไดหนีไฟให้ถูกต้องตามขนาดที่กฎหมายกำหนด โดยออกแบบมีลักษณะเหมือนทางหนีไฟในอาคารสูง

ทางโครงการจึงออกแบบเป็นบันไดหนีไฟอยู่ด้านนอกอาคาร ให้ใช้หนีไฟจากชั้น 6 ลงมาถึงชั้น 2 ตรงบริเวณนี้นั่นเอง โดยจะทำเป็นบันไดสีขาวและมีพื้นบันไดเป็นแผ่นลายกันลื่น เมื่อเราเปิดประตูออกไปแล้วจะมีชานพักขนาดประมาณ 1.40×1.50 เมตร พร้อมราวจับเพิ่มความปลอดภัยด้วยค่ะ นอกจากนั้นประตูเหล็กทนไฟของ Home Office นี้ สามารถเปิดได้ทั้งจากด้านในและด้านนอกอาคาร ใช้งานง่ายแตกต่างจากโครงการอื่นๆ ที่เปิดออกจากอาคารได้เท่านั้น ไม่สามารถเปิดเข้าได้

Image 1/3
Assembly Area

Assembly Area

จากชานพักบันไดหนีไฟชั้น 2 จะมีประตูเปิดออกไปยัง Assembly Area เป็นจุดรวมพลในการอพยพคนออกนอกอาคารนะคะ โดยจะมีขนาดประมาณ 2.35×2.85 เมตร อีกทั้งอยู่ใกล้กับทางเข้า-ออกโครงการ ทำให้หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ ทางเจ้าหน้าที่ก็เข้าช่วยเหลือได้ง่าย ซึ่งหลังจากการโอนบ้านเรียบร้อยแล้ว ทางโครงการจะโรยหินกรวดตรงบริเวณนี้ให้นะคะ

ด้วยตำแหน่งของ บันไดหนีไฟที่อยู่ด้านนอกตัวอาคาร ก็ทำให้ทางโครงการจึงออกแบบเป็นระแนงอะลูมิเนียมสีขาว เพื่อพรางสายตาตรงโซนบันไดหนีไฟนี้และกลายเป็น Facade ที่สวยงามแทนนั่นเอง

ชั้น 3 : พื้นที่สำนักงาน

ทางโครงการออกแบบ พื้นที่ชั้น 3 เหมือนกับพื้นที่ชัน 2 เลย โดยจะเป็นพื้นที่กว้างๆ สามารถกั้นแบ่งห้องได้ พร้อมมุม Pantry และโซนห้องน้ำ ส่วนที่แตกต่างก็มีเพียงพื้นที่ระเบียงที่ใหญ่ขึ้นและมีห้องเก็บของเพิ่มขึ้นมานั่นเอง

โถงชั้น 3 ก็จะมีการออกแบบเหมือนโถงชั้น 2 เลยนะคะ ทำให้พอขึ้นลิฟต์ขึ้นมาก็เปิดประตูเข้าไปยังพื้นที่สำนักงานได้เลย พร้อมติดตั้งระบบต่างๆมาให้ครบ เช่น ระบบไฟฉุกเฉิน, Fire Alarm และตู้ดับเพลิง เป็นต้น

Image 1/4
พื้นที่ชั้น 3

พื้นที่ชั้น 3

อย่างที่เราบอกไปนะคะว่าทางโครงการจะออกแบบพื้นที่สำนักงานของชั้น 2 และ 3 เหมือนกันเลย โดยจะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่แบบ Open Plan ด้วยโครงสร้างระบบพื้นคอนกรีตอัดแรง (Postension) จึงมี Span ระยะห่างระหว่างเสาที่กว้างขึ้น โดย พื้นที่ชั้น 3 นี้จะขนาดประมาณ 7.00×12.35 เมตร วัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานเท่ากับชั้นอื่นๆอยู่ที่ 2.8 เมตรค่ะ

พอทางโครงการออกแบบเป็นพื้นที่กว้างๆแบบนี้ เราจึงสามารถตกแต่งและจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ตามการใช้งาน รวมถึงยังกั้นแบ่งเป็นห้อง CEO ได้ด้วย อีกทั้งยังคงออกแบบหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่เปิดรับแสงและวิว รวมถึงเว้นช่องตรงเพดานเพื่อรองรับการติดตั้งผ้าม่านมาให้เรียบร้อย

Image 1/6
พื้นที่สำนักงาน

พื้นที่สำนักงาน

เรามาดู พื้นที่สำนักงานโซนด้านหน้าอาคาร กันค่ะ โดยสามารถตั้งเป็นโต๊ะ-เก้าอี้เรียงต่อกันเป็น 2 จุด จุดละ 6 ชุด เหมือนสำนักงานทั่วไปได้เลย หรือจะวางโต๊ะเรียงเป็นแนวยาวไปถึงกลางชั้นก็ได้เหมือนกันค่ะ ซึ่งจะมีผนังเป็นกระจกบานใหญ่แบบ Full Height เปิดรับวิวและแสงได้เยอะนั่นเอง

ซึ่งทางโครงการมีงานระบบต่างๆเตรียมมาให้เหมือนพื้นที่สำนักงานชั้น 2 เช่น เดินระบบไฟตรงพื้นรองรับเป็นพื้นที่ของสำนักงานและติดตั้งเครื่องปรับอากาศจาก Daikin แบบ VRV System เป็นต้น

Image 1/2
ระเบียง

ระเบียง

ทางโครงการยังคงออกแบบมี ระเบียง มาให้ใช้งานกันด้วยนะ โดยจะมีขนาดใหญ่กว่าระเบียงชั้น 2 นิดหน่อย มีขนาดประมาณ 1.35×3.45 เมตร ทำให้เราออกมายืนรับลมชมวิวได้ ปูพื้นเป็นกระเบื้องที่รักษาความสะอาดได้ง่าย

นอกจากนั้นทางโครงการได้ออกแบบ ช่องหน้าต่างแบบ Indirect Light ด้วยนะคะ ซึ่งเกิดจากการออกแบบ Facade หน้าตาของอาคารตามภาพด้านบน ทำให้เราจะได้แสงที่ไม่ส่องเข้ามาภายในอาคารตรงๆ จึงเพิ่มความรู้สึกหรูหราและมีมิติภายในอาคารได้ดี

Image 1/4
พื้นที่สำนักงานและห้อง CEO

พื้นที่สำนักงานและห้อง CEO

สำหรับ โซนด้านหลังก็สามารถใช้เป็นพื้นที่สำนักงาน จัดโต๊ะ-เก้าอี้เรียงกันเป็นแนวยาวได้ รวมถึงกั้นเป็นห้องของ CEO ได้ด้วยนั่นเอง ทำให้เวลาทำงานก็สามารถมองเห็นพนักงาน ส่วนพนักงานก็สามารถเข้ามาพูดคุยหรือรายงานปัญหาต่างๆได้ง่าย โดยภายในของห้อง CEO ก็สามารถตกแต่งเป็นมุมโต๊ะทำงานและมุมนั่งพักผ่อนที่สามารถรองรับพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นส่วนตัวได้

หากเป็นออฟฟิศที่มีบรรยากาศการทำงานเป็นกันเองสูง ก็ไม่จำเป็นต้องมีห้อง CEO แบ่งแยกส่วนตัวก็ได้นะ เราจึงกั้นแบ่งเป็นห้องและได้ห้องประชุมเพิ่มขึ้นมา

ส่วน ด้านข้างของพื้นที่ชั้น 3 จะมีมุม Pantry และโซนห้องน้ำเหมือนชั้น 2 เลย แต่จะมีออกแบบห้องเก็บของเพิ่มขึ้นมาด้วย

ทางโครงการได้เตรียมงานระบบพื้นฐานรองรับทำเป็น มุม Pantry ภายในชั้นเลย โดยใช้เป็นพื้นที่เก็บขนมและเครื่องดื่มของพนักงาน ซึ่งสามารถออกแบบเป็นเคาน์เตอร์ครัวเหมือนชั้น 2 ส่วนด้านข้างก็มีพื้นที่ให้ตั้งตู้เย็น แช่เครื่องดื่มต่างๆ

สำหรับ ห้องเก็บของและโซนห้องน้ำ จะอยู่ติดกับมุม Pantry เลยนะคะ ซึ่งหากเรากั้นเป็นห้อง CEO อยู่บริเวณนี้ ก็ทำให้ CEO ก็มาใช้งานทั้งมุม Pantry และห้องน้ำได้ง่ายดีค่ะ

Image 1/2
ห้องเก็บของ

ห้องเก็บของ

ทางโครงการได้ออกแบบ ห้องเก็บของอยู่ที่ชั้น 3 นี้ด้วย โดยจะมีขนาด 1.60×1.80 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน พร้อมติดตั้งสวิตช์และปลั๊กไฟ จาก BTicino จึงใช้เป็นห้อง Server ของสำนักงานหรือเก็บอุปกรณ์ต่างๆก็ได้เหมือนกัน ส่วนบานประตูห้องจะเป็นบานประตูไม้และปิดผิวด้วยลายไม้วีเนียร์ พร้อมมือจับแบบก้านโยกค่ะ

โซนห้องน้ำของชั้น 3 ก็ออกแบบเหมือนชั้น 2 เลย โดยจะมีโถงทางเดินกว้าง 1 เมตร เชื่อมไปยังห้องน้ำชาย-หญิงที่อยู่คนละฝั่ง พร้อมหน้าต่างตรงกลาง ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาด้านใน

Image 1/3
ห้องน้ำหญิง

ห้องน้ำหญิง

ห้องน้ำของชั้น 3 ออกแบบแบ่งเป็นห้องน้ำหญิงขนาด 1.50×1.80 เมตร และห้องน้ำชายขนาดประมาณ 1.55×2.25 เมตร พร้อมติดตั้งเคาน์เตอร์อ่างล้างมือ พร้อมช่องเก็บของด้านล่างและโถสุขภัณฑ์จาก TOTO เฉพาะห้องน้ำชายจะมีติดตั้งโถปัสสาวะชายเพิ่มขึ้นมา นอกจากนั้นยังคงออกแบบมีช่องหน้าต่างและพัดลมดูดอากาศ ทำให้สามารถระบายอากาศและความชื้นภายในห้องน้ำได้ดี

แน่นอนว่าด้านข้างของพื้นที่ชั้น 3 ก็จะมีออกแบบเป็น ประตูเหล็กทนไฟและบันไดหนีไฟ ด้วยนะคะ ซึ่งจะมีการดีไซน์เหมือนชั้น 2 ที่เราพาไปดูกันมาแล้ว ทำให้เราวิ่งลงไปยัง Assembly Area  ตรงชั้น 2 ได้นั่นเอง

ชั้น 4 : พื้นที่อยู่อาศัย (Common Area เชื่อมพื้นที่นั่งเล่น-พื้นที่รับประทานอาหาร)

ในที่สุดเราก็มายัง โซนพื้นที่อยู่อาศัย กันแล้วนะคะ โดยจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 4-6 ไปยัง Rooftop นั่นเอง ซึ่ง พื้นที่ชั้น 4 นี้จะเป็น Common Area ขนาดใหญ่เชื่อมพื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหาร รวมถึงมีห้องครัว, มุม Pantry, ห้องน้ำ, ระเบียงและห้องเก็บของด้วย

สำหรับ โถงชั้น 4 ก็จะออกแบบเหมือนพื้นที่โถงลิฟต์ในชั้นก่อนหน้านี้ แต่ใครที่อยากได้โซนพื้นที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นส่วนตัวก็สามารถติดต่อกับโครงการเพื่อทำเป็นลิฟต์ล็อกชั้นได้ ทำให้พนักงานหรือบุคคลภายนอกไม่สามารถขึ้นมายังโซนนี้ จึงได้ความปลอดภัยในการอยู่อาศัยมากขึ้นนั่นเอง รวมถึงยังคงมีระบบต่างๆอย่างระบบไฟฉุกเฉิน, Fire Alarm และตู้ดับเพลิงมาให้ครบนะคะ หากอยากจะได้ความสวยงามมากขึ้นก็อาจจะทำเป็นระแนงเพื่อพรางสายตาตู้ดับเพลิงได้ แต่ก็อย่าลืมว่าหากเกิดเหตุขึ้นก็ต้องสามารถหยิบใช้งานได้ง่ายด้วย

ส่วนจุดแตกต่างของโถงลิฟต์โซนพื้นที่พักอาศัยกับสำนักงานก็คือ ประตูที่คั่นระหว่างโถงลิฟต์และพื้นที่ภายในอาคาร โดยจะเป็นบานประตูไม้และปิดผิวด้วยลายไม้วีเนียร์ ซึ่งเป็นประตูบานใหญ่ มีความกว้าง 1 เมตร มีความแข็งแรง ทนทาน อีกทั้งยังขนของชิ้นใหญ่ๆเข้า-ออกได้ง่าย

Image 1/3
ห้องเก็บของ

ห้องเก็บของ

เมื่อเปิดประตูเข้ามา ก็จะเจอกับ ห้องเก็บของ ที่ออกแบบเป็นบานประตูไม้และปิดผิวด้วยลายไม้วีเนียร์ เหมือนกับประตูภายในบ้านอื่นๆ โดยจะมีขนาด 1.30×1.70 เมตร ทำให้เราสามารถเก็บของชิ้นใหญ่ๆหรือพวกกระเป๋าเดินทางได้สบายเลยนะคะ นอกจากนั้นยังมีช่องหน้าต่างเปิดระบายอากาศภายในห้องด้วย

Image 1/5
พื้นที่ชั้น 4

พื้นที่ชั้น 4

สำหรับ พื้นที่ชั้น 4 ออกแบบเป็น Open Plan เชื่อมพื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหารเป็น Common Area ขนาดใหญ่ประมาณ 7.00×12.35 เมตร และเปลี่ยนวัสดุปูพื้นจากกระเบื้องพอร์ซเลนเป็นพื้น Engineered Wood ที่มีผิวสัมผัสเหมือนไม้จริง ทำให้ ได้บรรยากาศที่เหมาะกับการพักผ่อนมากขึ้น ส่วนความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานเท่ากับชั้นอื่นๆอยู่ที่ 2.8 เมตรค่ะ

ภาพจำลองบรรยากาศของ พื้นที่ชั้น 4 โดยจะเป็น Common Area เชื่อมพื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหาร รวมถึงทำมุม Pantry และตกแต่งเหมือนภาพด้านบนนี้ได้เลย

ส่วน งานระบบต่างๆภายในโซนพื้นที่พักอาศัย ก็ยังคงเตรียมมาให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น การติดตั้งไฟ LED แบบดาวน์ไลท์, สวิตช์และปลั๊กไฟ จาก BTicino, เดินระบบไฟตรงพื้น, Smoke Detector และเครื่องปรับอากาศจาก Daikin แบบ VRV System พร้อมหน้าจอควบคุมผ่าน Application นั่นเอง

Image 1/4
พื้นที่นั่งเล่น

พื้นที่นั่งเล่น

เราพามาดูฝั่งด้านหน้าบ้านกันก่อนนะคะ โดยจะมีขนาด 3.45×4.70 เมตร เหมาะจัดเป็น พื้นที่นั่งเล่น สามารถวางชั้นวางทีวีและโซฟารูปตัว L พร้อมโต๊ะกลางและโซฟาด้านข้างได้อีกด้วย เราจึงใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนของครอบครัวมานั่งดูหนัง ใช้เวลาร่วมกัน

นอกจากนั้นทางโครงการยังออกแบบเป็นผนังกระจกเข้ามุมแบบ Full Height และไม่มีกรอบเฟรมหน้าต่าง ทำให้เปิดรับวิวด้านหน้าโครงการแบบ Panorama เลยค่ะ ส่วนด้านข้างของพื้นที่นั่งเล่นนี้จะเป็น ระเบียง นั่นเอง

Image 1/2
ระเบียง

ระเบียง

ระเบียง มีขนาดประมาณ 1.35×2.15 เมตร ปูพื้นกระเบื้องที่ทำความสะอาดได้ง่าย พร้อมราวกันตกเป็นกระจก ทำให้เราจัดเป็นมุมนั่งเล่นเล็กๆให้เราเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งเล่นด้านนอกบ้าง

จากพื้นที่นั่งเล่นจะมีประตูกระจกบานเลื่อน 2 ตอนเปิดออกไปยัง ระเบียง อีกฝั่งด้วย

Image 1/2
ระเบียง

ระเบียง

สำหรับ ระเบียง นี้จะมีขนาดประมาณ 0.55×4.00 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้อง ส่วนกำแพงกันตกจะเป็นไปตามดีไซน์ Facade ของอาคารนั่นเอง ทำให้มีพื้นที่บางส่วนยื่นออกมา ซึ่งทางโครงการจะโรยหินกรวดบริเวณนี้หลังจากทำการโอนบ้านแล้วนะคะ

เรามองว่าด้วยขนาดของระเบียงที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก ทำให้เหมาะกับการตั้งเป็นกระถางต้นไม้แนวยาว เพื่อเพิ่มวิวสีเขียวและบรรยากาศสดชื่นให้กับ Common Area นั่นเอง

Image 1/2
พื้นที่รับประทานอาหาร

พื้นที่รับประทานอาหาร

ถัดจากพื้นที่นั่งเล่นจะเป็น พื้นที่รับประทานอาหาร ขนาดประมาณ 5.20×7.00 เมตร จัดเป็นโต๊ะ 8 ที่นั่งได้สบาย ส่วนด้านข้างก็ทำเป็นมุมนั่งพักผ่อนอย่างอ่านหนังสือหรือนั่งทำงานได้ นอกจากนั้นยังอยู่ใกล้ๆกับมุม Pantry และห้องครัว จึงจัดเสิร์ฟอาหารได้สะดวกด้วยค่ะ

ทางโครงการมีออกแบบ มุม Pantry เหมือนชั้น 2-3 เลยนะคะ โดยจะมีเตรียมงานระบบพื้นฐานมาให้เรียบร้อยแล้ว เราจึงสามารถ Built-in เคาน์เตอร์ครัวและตู้เก็บของทั้งด้านบน-ด้านล่าง รวมถึงตั้ง Island ตรงกลาง เป็นพื้นที่เตรียมทำอาหารหรือบาร์เครื่องดื่มได้ด้วย ส่วนด้านข้างก็มีเว้นพื้นที่ให้ตั้งตู้เย็น

บริเวณด้านข้างของมุม Pantry จะออกแบบเป็นโถงทางเดินเชื่อมไปยัง ห้องครัว, Laundry Area และ Powder Room โดยเราจะพาไปดูห้องครัวกันก่อนนะคะ

Image 1/4
ห้องครัวแบบปิด

ห้องครัวแบบปิด

ทางโครงการออกแบบเป็น ห้องครัวแบบปิด ขนาด 1.55×4.00 เมตร วัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน สามารถทำความสะอาดได้ง่าย ดังนั้นเราจึงทำอาหารได้จริงจัง ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นหรือควันจากการทำอาหารจะลอยเข้าไปติดเฟอร์นิเจอร์ด้านในห้อง อีกทั้งมีช่องหน้าต่างเปิดระบายอากาศได้ด้วย ส่วนตัวเราชอบที่เลือกใช้เป็นประตูกระจกบานเลื่อนที่นอกจากจะไม่กินพื้นที่เยอะแล้ว ยังเปิด-ปิดได้ง่ายและสามารถมองเห็นคนที่เดินผ่านไป-มาด้านหน้าห้องครัว จึงไม่เดินชนกัน

นอกจากนั้นทางโครงการได้เตรียมงานระบบทั้งปลั๊กไฟ, ระบบท่อน้ำและท่อต่อเครื่องดูดควัน เพื่อปล่อยไปสู่ภายนอกมาให้เรียบร้อย รวมถึงมี Smoke Detector ภายในห้องครัว เพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้จากการทำอาหารด้วย

จากห้องครัวจะมี โถงทางเดิน ที่เชื่อมไปยัง Laundry Area และ Powder Room จะมีความกว้างประมาณ 1 เมตร พร้อมช่องหน้าต่างขนาดใหญ่เปิดรับแสงธรรมชาติ ทำให้บริเวณนี้ดูสว่างไม่มืดทึบ

ทางโครงการได้ออกแบบ Laundry Area มาให้ จะมีขนาด 0.85×0.85 เมตร เราจึงสามารถตั้งเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าแบบวางซ้อนกันได้เลย แต่จริงๆแล้วเราก็สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามการใช้งานได้ โดยอาจจะทำ Built-in เป็นตู้เก็บของสำหรับเก็บวัตถุดิบทำอาหารหรืออุปกรณ์ของใช้ในห้องน้ำได้เหมือนกัน

สำหรับห้องน้ำของชั้น 4 นี้จะเป็น Powder Room ที่มีการออกแบบและขนาดเหมือนกับ Powder Room ในชั้น 1 และห้องน้ำหญิงในชั้น 2-3 เลยนั่นเอง

โดยจะมีขนาดห้องอยู่ที่ 1.50×1.80 เมตร มีวัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน รวมถึงติดตั้งเคาน์เตอร์อ่างล้างมือ พร้อมช่องเก็บของด้านล่างและโถสุขภัณฑ์จาก TOTO อีกทั้งมีพัดลมดูดอากาศและช่องหน้าต่างให้ใช้เปิดระบายอากาศและความชื้นภายในห้องน้ำได้

ชั้น 5 : พื้นที่อยู่อาศัย (ห้องนอนรอง 2 ห้อง พร้อมพื้นที่นั่งเล่นตรงกลางชั้น)

พื้นที่ชั้น 5 นี้จะประกอบด้วยห้องนอนรอง 2 ห้องที่แบ่งฝั่งอยู่ด้านหน้าบ้านและด้านหลังบ้าน ส่วนตรงกลางชั้นจะเป็นพื้นที่นั่งเล่นให้เจ้าของห้องนอนทั้ง 2 ห้องมาใช้งานร่วมกันได้ รวมถึงมีระเบียงส่วนกลางอยู่ด้านข้างที่เชื่อมไปได้ทั้งพื้นนั่งเล่นและห้องนอนรอง 2 จึงทำให้เราสามารถทำเป็นมุมนั่งเล่นแบบ Semi Outdoor ได้นั่นเอง

โถงชั้น 5 ก็จะมีการออกแบบเหมือนชั้น 4 เลย รวมถึงติดตั้งงานระบบต่างๆมาให้ใช้งานครบครันค่ะ

Image 1/4
Common Area

Common Area

เมื่อเข้ามาในห้องจะเจอกับ พื้นที่นั่งเล่น ขนาด 3.35×4.80 เมตร ที่ปูพื้นเป็น Engineered Wood จึงได้บรรยากาศที่อบอุ่น ส่วนความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานก็เท่ากับชั้นอื่นๆอยู่ที่ 2.8 เมตรค่ะ ทำให้เราสามารถตั้งชั้นวางทีวี โซฟาและโต๊ะกลางได้สบายเลย

หากครอบครัวไหนที่ชอบไปนั่งพักผ่อนร่วมกันอยู่ที่ Common Area ตรงชั้น 4 อยู่แล้ว เราก็สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่นี้ตามการใช้งานได้นะอย่างเช่น พื้นที่ออกกำลังกาย,ห้องอ่านหนังสือหรือพื้นที่ของสัตว์เลี้ยง เป็นต้น โดยจากพื้นที่นี้จะเชื่อมไปยังห้องนอนรองทั้ง 2 ห้องและระเบียงด้านข้างนั่นเอง

เราจะเห็นว่าพวกประตูภายในบ้านจะเป็นบานประตูไม้และปิดผิวด้วยลายไม้วีเนียร์ พร้อมมือจับแบบก้านโยกทั้งหมดเลยนะ ซึ่งการเลือกใช้มือจับแบบนี้ก็ทำให้สามารถเปิดประตูได้ง่ายกว่ามือจับแบบลูกบิด ก็ถือเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของโครงการดีค่ะ

ทางโครงการได้ติดตั้งไฟ LED แบบดาวน์ไลท์, สวิตช์และปลั๊กไฟ จาก BTicino, Smoke Detector และเครื่องปรับอากาศจาก Daikin แบบ VRV System มาให้เรียบร้อยทั้งบริเวณนี้และห้องนอนรองทั้ง 2 ห้องด้วยนะคะ

Image 1/2
MEKA-SIGNATURE-05-8

MEKA-SIGNATURE-05-8

จากพื้นที่นั่งเล่นจะมี ประตูกระจกบานเลื่อนเปิดออกไปยังระเบียงส่วนกลาง ทำให้เราสามารถเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งเล่นแบบ Semi Outdoor ได้ นอกจากนั้นทางโครงการก็ยังคงออกแบบเว้นพื้นที่ด้านข้างพวกบานกระจกให้สามารถติดตั้งงานผ้าม่านได้ด้วยค่ะ

Image 1/3
ระเบียงส่วนกลาง

ระเบียงส่วนกลาง

ระเบียงส่วนกลาง นี้จะเชื่อมต่อกับพื้นที่นั่งเล่น ห้องนอนรอง 2 และบันไดหนีไฟค่ะ โดยจะมีขนาดประมาณ 2.10×4.00 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้อง พร้อมราวกันตกที่เป็นกระจก ทำให้เราสามารถทำเป็นมุมนั่งเล่นแบบ Semi Outdoor พอมองออกไปก็ได้วิวกว้างๆ ไม่มีขอบราวกันตกมาบังสายตา นอกจากนั้นสำหรับ Pet Family ที่มีน้องๆสัตว์เลี้ยง ก็สามารถใช้พื้นที่นี้เป็น Pet Area ให้สัตว์เลี้ยงมานอนเล่นหรือขับถ่ายบริเวณนี้ได้นั่นเอง

Image 1/4
ห้องนอนรอง 1

ห้องนอนรอง 1

ต่อมาเราพามาดู ห้องนอนรอง 1 กันนะคะ โดยห้องนี้จะอยู่ฝั่งด้านหน้าบ้าน มีขนาด 3.90×4.80 เมตร พร้อมกั้นกำแพงตรงกลางมาให้เรียบร้อย เพื่อแบ่งโซนเตียงนอนและ Walk-in Closet แยกออกจากกันชัดเจน พร้อมห้องน้ำในตัวใช้งานได้ง่าย

Image 1/4
พื้นที่เตียงนอน

พื้นที่เตียงนอน

สำหรับ โซนพื้นที่เตียงนอน จะมีขนาด 3.20×3.90 เมตร สามารถวางเตียง 6 ฟุตได้สบาย พร้อมโต๊ะข้างเตียงทั้ง 2 ฝั่ง ส่วนบริเวณปลายเตียงก็ตั้งชั้นวางทีวีได้ มีพื้นที่เดินรอบเตียงกว้าง นอกจากนั้นมีหน้าต่างกระจกแบบ Full Height แต่ด้วยฟังก์ชันห้องนอนที่เน้นความเป็นส่วนตัว ทางโครงการจึงออกแบบระแนงพรางสายตาจากด้านนอก ก็ทำให้เราสามารถเปิดรับแสงสว่างได้ แต่ก็ไม่เสียความเป็นส่วนตัวไปนั่นเอง

Image 1/2
Walk-in Closet และห้องน้ำ

Walk-in Closet และห้องน้ำ

ถัดจากพื้นที่เตียงนอนจะเป็น Walk-in Closet และห้องน้ำ ที่อยู่บริเวณเดียวกัน จึงใช้งานได้ต่อเนื่องกันดี โดย  Walk-in Closet นี้จะมีขนาด 2.00×3.90 เมตร ทำให้เราสามารถ Built-in ตู้เสื้อผ้าเป็นตัว L และตั้งโต๊ะแต่งหน้าเล็กๆได้เลยนะ นอกจากนั้นยังมีช่องหน้าต่างอยู่ด้านข้างด้วยค่ะ

Image 1/7
ห้องน้ำของห้องนอนรอง 1

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 1

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 1 มีขนาด 1.70×2.50 เมตร ออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียกไว้ชัดเจน ปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน เลือกใช้สุขภัณฑ์ในห้องน้ำจาก TOTO ทั้งหมด

ส่วนจุดที่แตกต่างจากห้องน้ำอื่นๆก่อนหน้านี้ก็คือเลือกใช้โถสุขภัณฑ์แบบ Washlet ทำให้ใช้งานได้ง่ายดี อีกทั้งมีพื้นที่อาบน้ำกว้าง 0.90 เมตร พร้อมติดตั้ง Hand & Rain Shower และฉากกั้นกระจกอาบน้ำมาให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันน้ำกระเด็นไปเลอะบริเวณอื่น

Image 1/4
ห้องนอนรอง 2

ห้องนอนรอง 2

ต่อมาเรามาดู ห้องนอนรอง 2 กันบ้าง โดยจะตั้งอยู่โซนด้านหลังและมีขนาดห้องใหญ่กว่าห้องนอนรอง 1 ค่ะ มีขนาดประมาณ 4.35×9.30 เมตร ซึ่งภายในห้องจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 โซนก็คือโซนเตียงนอนและ Walk-in Closet โดยจะมีระเบียงส่วนตัวภายในห้องอยู่ตรงกลางด้วย

Image 1/3
พื้นที่เตียงนอน

พื้นที่เตียงนอน

โซนพื้นที่เตียงนอน สามารถวางเตียง 6 ฟุต, โต๊ะข้างเตียงทั้ง 2 ฝั่ง, โซฟาปลายเตียงและชั้นวางทีวีได้ รวมถึงยังจัดมุมนั่งเล่นภายในห้องได้ด้วย ทำให้เราสามารถพักผ่อนภายในห้องได้สบายๆเลยค่ะ นอกจากนั้นจะมีประตูกระจกด้านข้างเปิดออกไปยังระเบียงส่วนกลางได้

เราจะพามาดูอีกฝั่งของห้องนอนรอง 2 กันนะคะ โดยจะมี ระเบียงส่วนตัวของห้องนอนรอง 2 อยู่ตรงกลางห้อง ส่วนด้านในสุดจะเป็น Walk-in Closet และห้องน้ำค่ะ งั้นเราไปดูระเบียงของห้องนี้กันก่อนเลย

Image 1/3
ระเบียงส่วนตัวของห้องนอนรอง 2

ระเบียงส่วนตัวของห้องนอนรอง 2

สำหรับห้องนอนรอง 2 จะเป็นห้องที่ได้ระเบียงถึง 2 จุดทั้งระเบียงส่วนกลางและระเบียงส่วนตัวนี้นั่นเอง โดย ระเบียงส่วนตัวของห้องนอนรอง 2 มีขนาด 1.00×2.40 เมตร แต่จะโดนอาคารโดยรอบบังวิวไปบ้าง อีกทั้งระเบียงก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก เรามองว่าเหมาะเป็น Pocket Garden พื้นที่สวนเล็กๆไว้ตั้งกระถางต้นไม้เพื่อเป็นมุมพักสายตาและวิวสีเขียวให้ภายในห้องนอนมากกว่า

Image 1/2
Walk-in Closet

Walk-in Closet

ทางโครงการก็มีออกแบบ Walk-in Closet มาให้ มีขนาดประมาณ 2.65×3.00 เมตร เหมาะ Built-in ตู้เสื้อผ้าเป็นตัว L พร้อมโต๊ะแต่งหน้า ส่วนด้านข้างจะเป็นห้องน้ำ จึงใช้งานได้ต่อเนื่องกันดี อาบน้ำเสร็จก็ยืนเลือกเสื้อผ้าได้ อีกทั้งมีช่องหน้าต่าง ทำให้ภายใน Walk-in Closet ไม่มืดทึบ

หากใครที่ชอบพื้นที่เป็นสัดส่วน ก็สามารถกั้นประตูเพิ่มระหว่างโซนเตียงนอนและ Walk-in Closet ได้ ช่วยป้องกันไม่ได้ฝุ่นจากเสื้อผ้าและความชื้นจากในห้องน้ำลอยไปยังเตียงนอนด้วยค่ะ

Image 1/6
ห้องน้ำของห้องนอนรอง 2

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 2

ห้องน้ำของห้องนอนรอง 2 มีขนาด 1.30×2.75 เมตร โดยจะมีการออกแบบและเลือกใช้สุขภัณฑ์ในห้องน้ำเหมือนห้องน้ำของห้องนอนรอง 1 เลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งโซนแห้ง-เปียกเป็นสัดส่วน มีวัสดุปูพื้นเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน พร้อมติดตั้งเคาน์เตอร์อ่างล้างมือ มีตู้เก็บของด้านล่างและโถสุขภัณฑ์แบบ Washlet จาก TOTO ส่วนพื้นที่อาบน้ำกว้าง 0.90 เมตร พร้อม Hand & Rain Shower รวมถึงยังติดตั้งฉากกั้นกระจกอาบน้ำมาให้ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นไปเปียกบริเวณอื่นค่ะ

ชั้น 6 : พื้นที่อยู่อาศัย (Master Bedroom แบบ Penthouse)

ทางโครงการได้ใช้ พื้นที่ชั้น 6 ทั้งชั้นออกแบบ Master Bedroom ขนาดใหญ่เหมือน Penthouse เลยนั่นเอง ทำให้ได้นอกจากจะมีโซนเตียงนอน Walk-in Closet ขนาดใหญ่และ Master Bathroom แล้ว ยังมีพื้นที่นั่งเล่นขนาดใหญ่ภายในห้อง อีกทั้งออกแบบบริเวณพื้นที่นั่งเล่นนี้มีความสูงฝ้าเพดาน 4.20 เมตร มากกว่าชั้นอื่นๆด้วยนะ จึงสร้างบรรยากาศโปร่งสบายภายในห้องได้ดี นอกจากนั้นจะมีระเบียงขนาดใหญ่พร้อมบันไดวน เพื่อเดินขึ้นไปยัง Rooftop ด้วยนั่นเอง

โถงชั้น 6 ก็ยังออกแบบเหมือนโถงชั้น 4-5 และติดตั้งงานระบบต่างเหมือนชั้นอื่นๆค่ะ

Image 1/6
พื้นที่ชั้น 6

พื้นที่ชั้น 6

อย่างที่เราได้บอกไปนะคะว่าทางโครงการจะออกแบบ พื้นที่ชั้น 6 เป็น Master Bedroom แบบยกชั้นเหมือน Penthouse โดยจะเป็น Open Plan ขนาดใหญ่ประมาณ 6.70×11.85 เมตร โดยไม่มีการกั้นกำแพงแบ่งฟังก์ชันมาให้นะคะ เราจึงสามารถออกแบบพื้นที่ได้ตามการใช้งานเลยค่ะ ส่วนตรงกลางชั้นจะเป็นระเบียงที่มีบันไดวนขึ้นไปยัง Rooftop นั่นเอง งั้นเราไปดูพื้นที่นั่งเล่นของ Master Bedroom กันก่อนนะคะ สำหรับวัสดุปูพื้นก็จะเป็น Engineered Wood เหมือนชั้น 4-5  ส่วนความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานก็เท่ากับชั้นอื่นๆอยู่ที่ 2.8 เมตร

Image 1/6
พื้นที่นั่งเล่น

พื้นที่นั่งเล่น

ทางโครงการออกแบบโซนด้านหน้าบ้านเป็นพื้นที่ฝ้าเพดานสูง 4.20 เมตร ประกอบกับหน้าต่างขนาดใหญ่เกือบตลอดแนวผนัง ทำให้เปิดรับแสงและวิวได้กว้าง จึงสร้างบรรยากาศโปร่งสบายได้ดีมากๆ จึงเหมาะทำเป็น พื้นที่นั่งเล่นภายใน Master Bedroom นั่นเอง โดยจะมีขนาด 3.75×6.70 เมตร สามารถ Built-in ชั้นวางทีวีและตู้เก็บของ พร้อมโซฟายาวและโต๊ะเล็กๆไว้วางพวกเครื่องดื่มหรือขนมทางเล่นได้

ภาพจำลองบรรยากาศของ พื้นที่นั่งเล่นภายใน Master Bedroom ที่มีความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานถึง 4.20 เมตร ช่วยทำให้ได้บรรยากาศภายในห้องที่โปร่งโล่งมากขึ้น อยู่อาศัยได้ไม่อึดอัด ส่วนด้านหลังของพื้นที่นั่งเล่นนี้จะเป็นมุม Pantry นั่นเอง

ภาพจำลองบรรยากาศของ พื้นที่นั่งเล่นภายใน Master Bedroom จะมีผนังกระจกทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้เปิดรับแสงธรรมชาติได้เยอะดี แต่สำหรับบันไดวนจะไม่ได้หน้าตาแบบในภาพนี้นะคะ ไว้เราค่อยพาไปดูกันต่อค่ะ

ส่วนด้านข้างของพื้นที่นั่งเล่นจะมี มุม Pantry ที่ทางโครงการเตรียมงานระบบพื้นฐานมาให้เรียบร้อยแล้วนะคะ นอกจากนั้นยังมีระเบียงส่วนตัวด้วยนะ

Image 1/2
มุม Pantry

มุม Pantry

ทางโครงการได้ออกแบบให้มี มุม Pantry ภายใน Master Bedroom ด้วย ก็ทำให้เวลาเรานั่งดูข่าวหรือซีรีส์อยู่บริเวณพื้นที่นั่งเล่น ก็สามารถมาหยิบขนมทานเล่นและเครื่องดื่มไปนั่งกินระหว่างดูทีวีได้เพลินๆเลยค่ะ นอกจากนั้นเรายังทำเป็นบาร์เครื่องดื่มได้เหมือนกัน

Image 1/2
ระเบียงด้านข้างพื้นที่นั่งเล่น 

ระเบียงด้านข้างพื้นที่นั่งเล่น 

ระเบียงด้านข้างพื้นที่นั่งเล่น จะมีขนาด 1.30×1.35 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องที่สามารถทำความสะอาดได้ง่าย สำหรับเรามองว่าเหมาะทำเป็นมุมปลูกต้นไม้เล็กๆ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ตัวอาคารนี้ โดยเฉพาะเวลาที่มองมาจากด้านหน้าอาคารค่ะ

Image 1/4
พื้นที่เตียงนอนและ Walk-in Closet

พื้นที่เตียงนอนและ Walk-in Closet

เราพามาโซนด้านหลังกันต่อนะคะ โดยจะเป็น โซนพื้นที่เตียงนอน, Walk-in Closet และ Master Bathroom นั่นเอง ซึ่งมีขนาดประมาณ 3.70×6.90 เมตร เราก็สามารถวางเตียง 6 ฟุตพร้อมโต๊ะข้างเตียงทั้ง 2 ฝั่งได้ ส่วนบริเวณปลายเตียงก็ตั้งชั้นวางทีวีและโซฟาทำเป็นมุมนั่งเล่นได้อีกจุดเลยนะ ซึ่งจะมีพื้นที่รอบเตียงกว้าง จึงเดินผ่านไป-มาได้

ส่วนบริเวณด้านหน้าของ Master Bathroom ก็สามารถกั้นเป็น Walk-in Closet ขนาดใหญ่ได้เลย พร้อม Built-in โต๊ะแต่งหน้าและตู้เสื้อผ้าแบบแบ่งฝั่งชาย-หญิงได้สบายๆ อีกทั้งยังเชื่อมต่อไปยัง Master Bathroom จึงใช้งานได้ง่ายค่ะ

Image 1/8
Master Bathroom

Master Bathroom

Master Bathroom มีขนาด 2.25×4.00 เมตร ภายในห้องออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียกไว้ชัดเจน พร้อมสุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำจาก TOTO ทั้งหมด โดยเคาน์เตอร์อ่างล้างมือเป็นแบบ His & Her พร้อมตู้เก็บด้านล่างสำหรับเก็บอุปกรณ์ในห้องน้ำ สำหรับโถสุขภัณฑ์ก็จะเป็นแบบ Washlet จึงใช้งานได้สะดวก

ส่วนพื้นที่อาบน้ำมีขนาด 1.05×1.20 เมตร พร้อมฝักบัวแบบ Hand & Rain Shower รวมถึงติดตั้ง Shower Box มาให้จึงสามารถยืนอาบน้ำได้สะดวกและน้ำไม่กระเด็นไปเลอะบริเวณอื่นค่ะ นอกจากนั้นทางโครงการยังติดตั้งอ่างอาบน้ำแบบลอยตัวจาก I-SPA ความยาวประมาณ 1.50 เมตร มาให้นอนแช่น้ำผ่อนคลายด้วยค่ะ

Image 1/2
ระเบียง พร้อมบันไดวนไป Rooftop

ระเบียง พร้อมบันไดวนไป Rooftop

ทางโครงการมีออกแบบ ระเบียงส่วนตัวของ Master Bathroom อยู่ตรงกลางห้องเลย อีกทั้งยังเป็นผนังกระจกจึงช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาภายในห้อง โดยระเบียงนี้จะมีบันไดวนให้เราใช้เดินขึ้นไป Rooftop นั่นเอง

Image 1/5
ระเบียง พร้อมบันไดวนไป Rooftop

ระเบียง พร้อมบันไดวนไป Rooftop

ระเบียงส่วนตัวของ Master Bathroom นี้จะมีขนาดประมาณ 3.10×3.95 เมตร ปูพื้นกระเบื้องและราวกันตกกระจก ทำให้เราสามารถจัดเป็นมุมนั่งเล่นแบบ Semi Outdoor ได้ นอกจากนั้นยังมีบันไดวนให้ใช้เดินขึ้นไปยัง Rooftop ด้วยค่ะ โดยมีวัสดุเป็นโครงเหล็กสีดำ ลูกนอนบันไดปูกระเบื้อง มีความกว้างบันได 0.90 เมตร

สำหรับบันไดหนีไฟของอาคารนี้จะมีตั้งแต่ชั้น 6 บริเวณนี้ลงไปยังชั้น 2 พร้อม Assembly Area ที่เราได้พาไปดูกันมาก่อนหน้านี้แล้วนะคะ ทำให้หากเราพักผ่อนอยู่ชั้น 6 นี้ก็สามารถเดินลงบันไดหนีไฟเพื่อออกไปยังชั้น 2 และรอรับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้นั่นเองค่ะ

Rooftop

ในที่สุดเราก็มายังชั้นสุดท้ายกันแล้ว นั่นก็คือ Rooftop นั่นเอง โดยโครงการส่วนใหญ่มักจะออกแบบเป็นพื้นที่โล่งๆหรือมีโครงสร้างบางส่วนแล้วให้ลูกบ้านไปต่อเติมและตกแต่งกันเอง แต่สำหรับโครงการนี้จะต่อเติมห้องตรง Rooftop มาให้เลย และยังมีพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่ Semi Outdoor ให้ใช้งานอยู่เหมือนกันค่ะ จึงทำให้ Home Office นี้ได้พื้นที่ใช้สอยประมาณ 900 ตร.ม. เลยนั่นเอง

Rooftop นี้จะมีทางขึ้น-ลงเพียงทางเดียวเท่านั้น ก็คือ บันไดวนจากชั้น 6 ที่เราพาไปดูกันมาก่อนหน้านี้นั่นเอง ทำให้มีเพียงครอบครัวของเจ้าของ Home Office นี้เท่านั้นที่สามารถมายัง Rooftop นี้ได้ เพราะจะต้องเดินผ่าน Master Bedroom นั่นเอง

Image 1/4
พื้นที่ Semi Outdoor

พื้นที่ Semi Outdoor

เมื่อเดินขึ้นมายัง Rooftop จะเจอกับ พื้นที่ Semi Outdoor ขนาดประมาณ 3.10×5.30 เมตร ปูพื้นกระเบื้องพอร์ซเลน พร้อมออกแบบหลังคาที่ตกแต่งฝ้าเป็นอะลูมิเนียมลายไม้และหลังคาระแนง ทำให้เวลามีแสงตกกระทบจะเกิดเป็นเงาเส้นๆเหมือนภาพด้านบนเลยค่ะ ซึ่งเราสามารถวางเป็นพวกโต๊ะ-เก้าอี้กลางแจ้ง รวมถึงทำเป็นมุมจัดงานปาร์ตี้หรือทำ BBQ ก็ได้นั่นเอง นอกจากนั้นทางโครงการก็ได้ติดตั้งเป็นแผงอะลูมิเนียมลายไม้วางทับบริเวณหลังคาของบันไดหนีไฟด้วยนะ ก็ถือเป็นการดีไซน์ที่ทำให้ดูสวยงามมากขึ้นค่ะ

Image 1/3
วิวจาก Rooftop

วิวจาก Rooftop

เราได้เก็บภาพบรรยากาศ วิวโดยรอบโครงการจากบริเวณ Rooftop มาให้ชมกันด้วยนะคะ เนื่องจากไม่มีตึกสูงอยู่โดยรอบและตัวอาคารนี้ที่เป็น Home Office 6 ชั้น พร้อม Rooftop จึงมีระยะที่สูงกว่าตึกโดยรอบแล้ว จึงทำให้ได้วิวเปิดโล่งแบบนี้เลยนั่นเอง มองเห็นถึง Terminal 21 พระราม 3 ด้วยนะ

อย่างที่เราได้บอกไปว่าทางโครงการจะกั้นเป็น ห้องอเนกประสงค์ตรง Rooftop มาให้ใช้งานเลย โดยจะได้บานหน้าต่างแบบ Full Height เกือบตลอดแนวผนังค่ะ

Image 1/4
ห้องอเนกประสงค์

ห้องอเนกประสงค์

ห้องอเนกประสงค์ มีขนาด 3.75×6.80 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานจะอยู่ที่ 2.60 เมตร ปูพื้นเป็น Engineered Wood เหมือนชั้น 4-6 ทำให้ได้บรรยากาศที่เหมาะแก่การพักผ่อน จึงใช้เป็นห้องนั่งเล่นและเปิดประตูเพื่อเชื่อมพื้นที่ Semi Outdoor รองรับเป็นพื้นที่ปาร์ตี้ได้นั่นเอง

แต่เราก็สามารถปรับเปลี่ยนตามการใช้งานได้เลย ไม่ว่าจะเป็นห้องออกกำลังกาย พร้อมเครื่องออกกำลังกายทั้ง Weight Training และ Cardio หรือจะวางเครื่องเล่น Pilates และเล่นโยคะก็ได้เหมือนกัน ไม่งั้นก็ใช้เป็นห้องของเล่นหรือห้องอ่านหนังสือ-ทำการบ้านของเด็กๆ รวมไปถึงเป็นห้องทำงานหรือห้อง Workshop งานอดิเรกต่างๆก็ได้ด้วย

ทางโครงการก็ได้ออกแบบมี Powder Room ภายในห้องอเนกประสงค์ มาให้เรียบร้อยเลยนะคะ ทำให้เวลาเรานั่งพักผ่อนอยู่ตรง Rooftop นี้ก็สามารถเข้าห้องน้ำได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาเดินลงมาเข้าห้องน้ำในชั้นอื่นๆ

โดยภายใน Powder Room นี้ก็มีการออกแบบเหมือน Powder Room ในชั้นอื่นๆ โดยเป็นห้องน้ำที่ไม่มีพื้นที่อาบน้ำ มีขนาดห้องประมาณ 1.30×.1.80 เมตร ปูพื้นกระเบื้องพอร์ซเลน พร้อมติดตั้งเคาน์เตอร์อ่างล้างมือและโถสุขภัณฑ์จาก TOTO มาให้ใช้งานครบ

Image 1/2
โซน Service

โซน Service

จากห้องอเนกประสงค์นี้จะเปิดออกไปยัง โซน Service ได้ จะมีขนาด 2.60×7.70 เมตร เป็นพื้นที่สำหรับตั้ง Condensing Unit ของเครื่องปรับอากาศจาก Daikin ทั้ง 17 ตัวนั่นเอง ซึ่งพอเลือกใช้เป็น VRV System ก็ทำให้ประหยัดพื้นที่ตั้ง Condensing Unit ด้วยนะ ทำให้มีเพียง 2 เครื่อง แบ่งเครื่องนึงควบคุมแอร์ชั้น 1-3 ส่วนอีกเครื่องจะเป็นชั้น 4-6 ค่ะ แต่ก็อย่าลืมดูแลรักษาตรวจเช็กเป็นประจำนะคะ เพราะหากเครื่องมีปัญหาจะทำให้ไม่สามารถทำความเย็นได้หลายจุดพร้อมกันค่ะ


อย่างที่เราได้เกริ่นไปแล้วนะคะว่าทาง Think of Living ได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดตัวโครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat และเก็บภาพบรรยากาศจริงของบ้านเดี่ยว 4 ชั้นที่เป็นบ้านตัวอย่างมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งถือเป็นบ้านเพียงหลังเดียวที่ยังเลือกซื้อได้นะคะ ดังนั้นเราจึงมีภาพบรรยากาศมาให้ทุกคนชมกันด้วยค่ะ

บ้านเดี่ยว 4 ชั้น

บ้านเดี่ยว 4 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 61.94 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 650 ตร.ม.
– ฟังก์ชัน 5 ห้องนอน / 5 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / Private Pool / ลิฟต์โดยสาร

โครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat ออกแบบภายใต้แนวคิด The Artisan Series เป็นบ้านสไตล์ Modern Luxury ปัจจุบันขายไปหมดจนเหลือแค่บ้านตัวอย่างหลังสุดท้าย ราคา 75 ล้านบาทพร้อมตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์และชุดครัวแบรนด์ Bulthaup จากประเทศเยอรมัน

จุดที่เราชอบมากที่สุดของบ้านจะอยู่บนชั้น 2 ซึ่งเค้ายกเอา Living Area และ Pool ขึ้นมาอยู่ด้านบน ทำให้มีความเป็นส่วนตัวและน่าใช้งานมากๆ เหมาะที่จะจัดงานปาร์ตี้กับเพื่อนๆ หรือรับแขกแบบสุดๆค่ะ

อีกจุดหนึ่งก็คือ Master Bedroom ที่อยู่บนชั้น 4 ซึ่งทำออกมาแบบยก Floor กลายเป็น Penthouse ที่อยู่ในบ้าน มีครบหมดเลยทั้ง Living Area / Kitchen / Bedroom / Walk-in Closet และห้องน้ำขนาดใหญ่

โดยเค้าจะมีการกั้นผนังแบ่งโซนตรงกลางห้อง เพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัวในการใช้งานมากขึ้นแบบนี้ด้วย ส่วนมุมอื่นๆของบ้านเราก็ถ่ายรูปมาฝากกันด้วย สามารถคลิกชมใน Gallery ด้านล่างนี้กันได้เลย

Image 1/16

ภาพบรรยากาศจริงของ บ้านเดี่ยว 4 ชั้น

ราคา

MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat (เมฆา ซิกเนเจอร์ สาทร-เจริญราษฎร์) ราคาเท่าไหร่ (ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569)

ราคาผ่อนต่อเดือนยกตัวอย่างจาก ดอกเบี้ย 4% ระยะเวลาผ่อน 30 ปี*
สามารถคลิกดูอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันได้ที่ >> อัปเดต! ดอกเบี้ยบ้าน 2568 ทุกธนาคาร

  • Home Office 6 ชั้น + Rooftop ที่ดินเริ่มต้น 63.48 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 900 ตร.ม. ขนาด 14.2×16.5 เมตร
    – ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน / 11 ห้องน้ำ / 8 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน / ลิฟต์โดยสาร
    – ราคาเริ่มต้น 79 ล้านบาท
    – ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 377,158.08 บาท
    – ค่าส่วนกลางเริ่มต้น 8,569.8 บาทต่อเดือน
  • ค่าจอง 500,000 บาท
  • ค่าทำสัญญา 5,500,000 บาท
  • ค่าส่วนกลาง 135 บาท/ตร.วา/เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ

Tips : แนะนำการขอสินเชื่อกับธนาคาร 

เกณฑ์การพิจารณาการขอสินเชื่อจากธนาคาร ควรมีเงื่อนไขตรงกับข้อไปนี้ค่ะ

  • มีรายรับชัดเจน สม่ำเสมอ(ไม่ผันผวน) ต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน และสามารถตรวจสอบได้
  • ควรมีภาระหนี้รวมทั้งหมด (ทั้งบ้าน รถยนต์ บัตรเครดิต และอื่นๆ) ไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน
  • มีรายได้ต่อเดือนมากกว่าค่าผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3 เท่าขึ้นไป

หากต้องการผ่อนบ้านให้หมดไว แนะนำให้โปะเพิ่มประมาณ 10% ของงวดผ่อน จะช่วยลดระยะเวลาผ่อนลงได้ 4 – 7 ปี (ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย) และควร Refinance หรือ Retention เพื่อให้ดอกเบี้ยลดลงทุกๆ 3 ปี ทั้งนี้อย่าลืมเผื่อค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและตกแต่ง*ก่อนเข้าอยู่เพิ่มเติมด้วยนะคะ

บทสรุป

ทำเลและความสะดวกในการเดินทาง :

โครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat ตั้งอยู่ในซอยเจริญราษฎร์ 7 ที่ใกล้ถนนเจริญราษฎร์เพียง 160 เมตรและห่างจากถนนพระราม 3 เพียง 450 เมตร จึงเดินทางไปยังถนนสาธุประดิษฐ์, นราธิวาสราชนครินทร์, เจริญกรุงและจันทน์ได้ง่าย อีกทั้งยังไปโซน CBD อย่างสีลม-สาทร-พระราม 4 ได้สะดวก สำหรับซอยเจริญราษฎร์ 7 นี้จะมีเส้นทางลัดเลาะเชื่อมไปยังถนนรัชดาภิเษก เราจึงวิ่งเข้าโซนแหล่งงานอย่างอโศกและพระราม 9 ได้สบายๆ นอกจากนั้นยังใกล้ทางด่วนถึง 2 สายทั้งทางพิเศษเฉลิมมหานครและทางพิเศษศรีรัช

ถึงแม้ทำเลนี้จะเหมาะสำหรับคนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก แต่ก็มีรถสาธารณะหลายประเภทอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นซุ้มวินมอเตอร์ไซค์, รถ Taxi, รถสองแถว, รถเมล์ รวมถึง BRT สถานีเจริญราษฎร์ หรือ สถานีสะพานพระราม 9 ที่เป็นตัวเลือกการเดินทาง ห่างจากโครงการ 1.1 กิโลเมตร จึงเชื่อมต่อไปยัง BTS ช่องนนทรีและ BTS สถานีตลาดพลูได้นั่นเอง ทำให้ทั้งลูกค้าและพนักงานก็สามารถเดินทางมาติดต่อและทำงานได้สะดวก

ส่วนความอุดมสมบูรณ์โดยรอบที่อยู่ในย่านชุมชนเดิมจึงมีความคึกคัก อีกทั้งไม่ไกลจากห้างใหญ่ๆ อย่าง Terminal 21 พระราม 3 ก็ห่างเพียง 1 กิโลเมตร รวมถึงยังมี Central พระราม 3,  The Up พระราม 3, Int Intersect และ Tree On 3 ด้วย นอกจากนั้นทำเลนี้ยังโดดเด่นเรื่องใกล้โรงเรียนนานาชาติอย่าง Shrewsbury International School Bangkok และ King’s College International School Bangkok โดยมีระยะห่างจากโครงการไม่เกิน 5 กิโลเมตร ส่วนโรงเรียนและโรงพยาบาลชื่อดังก็มีอีกหลายแห่งอยู่ไม่ไกลด้วยค่ะ

ความปลอดภัยในโครงการและตัวบ้าน :

ถึงแม้จะออกแบบ Home Office ตั้งอยู่ติดถนนด้านหน้าโครงการ เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาติดต่อได้ง่าย แต่ทางโครงการก็มีระบบความปลอดภัยมาให้ครบทั้งประตูรั้วโครงการแบบรั้วเหล็กรางเลื่อน พร้อมระบบ Keycard Access / Bluetooth ระยะไกล / สติกเกอร์จอดรถ รวมถึงระบบ CCTV ที่ Main Gate และภายในโครงการ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง บริหารโดย LIV24 Security System by Plus Property ด้วย

ส่วน Home Office จะติดตั้ง Digital Door Lock ที่ประตูทางเข้ารอง / จัดเตรียมสายสัญญาณ CAT6 สำหรับ CCTV และ IP Camera / ระบบไฟฉุกเฉิน / ระบบดับเพลิงทั้ง Fire Alarm, ตู้ดับเพลิง, ถังดับเพลิง, บันไดหนีไฟและประตูทนไฟ, หัวรับน้ำดับเพลิง มาให้เรียบร้อย

การออกแบบโครงการและพื้นที่ใช้สอย :

โครงการขนาดเล็กมีเพียง 7 ยูนิต จึงได้บรรยากาศภายในโครงการที่เป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งแยกโซนการใช้งานชัดเจน โดยโซนบ้านเดี่ยวจะอยู่ด้านใน ส่วน Home Office 1 ยูนิตจะอยู่ติดถนนด้านหน้าโครงการ จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการหน้าร้าน ด้วยตัวบ้านที่ติดถนนด้านหน้าโครงการ จึงมองเห็นได้ชัดเจนจากถนน

ทางโครงการออกแบบ Home Office สูง 6 ชั้นพร้อม Rooftop มีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว จึงได้ช่องแสง 3 ด้านและพื้นที่รอบบ้านแตกต่างจาก Home Office ส่วนใหญ่ที่เป็นทาวน์โฮม อีกทั้งยังได้พื้นที่ใช้สอยมากถึง 900 ตร.ม. และจอดรถได้ 8 คัน จึงถือว่าให้มาเยอะกว่าเพื่อนบ้าน จึงรองรับพนักงาน 20-30 คนได้สบายๆ  แต่ก็แลกมากับราคาที่สูง นอกจากนั้นภายในบ้านจะเป็นพื้นที่โล่งๆ จึงดีไซน์และตกแต่ง Home Office ให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองได้เลย รวมถึงวัสดุต่างๆก็ให้มาดีและเตรียมงานระบบต่างๆมาให้ครบเรียบร้อย

วัสดุ :

ทางโครงการเลือกใช้วัสดุมาดีเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างอาคารแบบ Conventional ก่ออิฐฉาบปูน ทำให้สามารถทุบต่อเติมตามการใช้งานได้ ส่วนชั้น 2 – ดาดฟ้าจะมีโครงสร้างระบบพื้นคอนกรีตอัดแรง (Postension) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่นิยมในคอนโดมิเนียมและอาคารสูงจึงทำให้ได้พื้นที่ภายในอาคารที่กว้างๆ เหมาะกับ Home Office, พื้นกระเบื้องพอร์ซเลนและ Engineered Wood, แอร์ VRV System รวม 17 เครื่อง, ลิฟต์ Mitsubishi NEXIEZ-S (Machine Room-Less), กระจก LowE แบบ Full Height ทุกชั้นทั้งโครงการ, ห้องอเนกประสงค์ตรง Rooftop และสุขภัณฑ์แบรนด์ TOTO เป็นต้น นอกจากนั้นยังเตรียมระบบต่างๆภายในอาคารมาครบ เช่น เดินระบบไฟตรงพื้นรองรับเป็นพื้นที่ของสำนักงานและการอยู่อาศัย, ระบบดับเพลิง, ระบบน้ำอย่างการเตรียมท่อน้ำ เป็นต้น

พื้นที่สีเขียวและสภาพโครงการ :

ทางโครงการมีการจัดสวนอยู่บริเวณด้านหน้าโครงการและปลูกต้นไม้ตามแนวถนนภาระจำยอมที่เชื่อมจากด้านหน้าโครงการมายังภายในโครงการ จึงช่วยเสริมบรรยากาศสดชื่น น่าอยู่อาศัยและนำสายตาเข้าไปยังด้านในโครงการด้วยค่ะ ส่วน Home Office จะมีพื้นที่รอบบ้าน จึงจัดเป็นพื้นที่สวนสีเขียวตรงด้านหน้าและด้านข้างบ้านได้ จึงสร้างความประทับใจแรกและเสริมภาพลักษณ์ของธุรกิจที่เป็นมิตรและอบอุ่น

สาธารณูปโภค :

เนื่องจากเป็นโครงการขนาดเล็กและไม่ใช่โครงการจัดสรร จึงไม่ได้มีพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้งานนะคะ แต่ทางโครงการก็มีระบบความปลอดภัยและคอยดูแลรักษาถนน-ต้นไม้ตามแนวถนนให้สวยงามอยู่เสมอด้วยนะคะ นอกจากนั้นด้วย Home Office ที่มีเพียง 1 ยูนิตและอยู่ติดถนนด้านหน้าโครงการ ทำให้ลูกบ้านที่มาติดต่อธุรกิจของเราก็สามารถจอดรถชั่วคราวด้านหน้าอาคารแบบไม่ขวางการเข้า-ออกโครงการได้ค่ะ

Judgement

เนื่องจาก MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat มีราคาเริ่มต้น 79 ล้านบาท ถือเป็นโครงการระดับ Super Luxury-Ultimate Class ปัจจัยในการเลือกซื้อนอกจากจะต้องดูเรื่องความคุ้มค่าทางการเงินแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่สำคัญ เช่น ความชอบส่วนบุคคล อารมณ์ และความรู้สึกส่วนตัวของผู้ซื้อ ที่ต้องนำมาใช้ประกอบการพิจารณา แต่ปัจจัยดังกล่าวมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลค่อนข้างชัดเจน ดังนั้นทางทีมงานจะขออนุญาตไม่มีการให้คะแนนความคุ้มค่าแก่โครงการนะคะ

MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat ดีไหม?

โครงการ MEKA SIGNATURE Sathorn-Charoenrat เหมาะกับครอบครัวที่มองหา Home Office ที่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการหน้าร้านและอยู่อาศัยบนทำเลใกล้เมือง รายล้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ครบครัน อีกทั้งมีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ถึง 900 ตร.ม. และจอดรถได้ถึง 8 คัน รองรับพนักงาน 20-30 คนได้สบายๆ พร้อมพื้นที่ภายในที่ยืดหยุ่น สามารถตกแต่งและปรับฟังก์ชันได้ตามความต้องการ รวมถึงเตรียมระบบต่างๆมาให้ครบ มีงบประมาณเริ่มต้นที่ 79 ล้านบาทหรือมีกำลังผ่อนต่อเดือนที่ 377,158.08 บาท

ตัวอย่างโครงการ Home Office 

Think of Living รวบรวมมาให้แล้ว!

โครงการเปิดใหม่ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียม ในทำเลทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ในทุกๆเดือนย้อนหลัง ใครที่กำลังมองหาบ้านห้ามพลาด อาจจะมีโครงการในราคาและทำเลที่เพื่อนๆ ตามหาอยู่ก็เป็นได้นะ

เข้ามาชมบทความรายเดือนได้เลย คลิกที่นี่