ตื่นสายแค่ไหนก็ไปเรียนทัน! เพราะนี่คือคอนโดที่ “เดินไป ม.เกษตรศาสตร์ได้จริง” แบบไม่ต้องต่อรถ

ตอนนี้มหาวิทยาลัยใกล้จะเปิดเทอมกันแล้ว ผู้ปกครองของน้องๆนิสิต นักศึกษาหลายๆคนคงกำลังมองหาหอพักหรือคอนโดพร้อมอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยให้น้องๆไปเรียนกันได้ง่ายๆอยู่ใช่มั้ยคะ?

วันนี้เราจึงขอเอาใจนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กันหน่อย เพราะโครงการ Chapter One More Kaset เป็นคอนโดใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาแนะนำกันค่ะ

ด้วยทำเลนี้ที่มีทั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และศรีปทุม อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งงานโซนจตุจักร-ห้าแยกลาดพร้าว-รัชโยธิน ประกอบกับมีแนวรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวอ่อนตัดผ่าน ทำให้มี Demand ความต้องการอยู่อาศัยบนทำเลนี้สูงมากๆทั้งจากน้องๆนิสิต นักศึกษาที่ต้องการพักอาศัยใกล้มหาวิทยาลัยและพนักงานออฟฟิศที่มองหาคอนโดที่นั่งรถไฟฟ้าไปทำงานได้ง่าย โดยเลือกทำเลที่ขยับออกจากตัวเมืองมาหน่อย แต่ก็ยังมีความอุดมสมบูรณ์ครบครัน ดังนั้นเราจึงเห็นคอนโดมิเนียมบนทำเลนี้อยู่หลายแห่งมากๆ ไม่ว่าจะเป็น Low Rise หรือ High Rise ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.79-5 ล้านบาท

โครงการ Chapter One More Kaset เป็นคอนโดที่ตั้งอยู่ภายในซอยพหลโยธิน 40 แยก 1 ที่เข้า-ออกได้ทั้งจากซอยพหลโยธิน 40 และ 42 สามารถเชื่อมต่อไปถนนได้หลายสาย มี Highlight ที่ตั้งโครงการอย่างใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 600 เมตร ให้น้องๆเดินไปเรียนได้ง่ายๆ จะตื่นสายขนาดไหนก็ไปทันแน่นอน นอกจากนั้นยังใกล้ BTS สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 720 เมตร หรือใครไม่อยากเดินเหนื่อยก็มี Shuttle Service รถบริการรับ-ส่งไป BTS ด้วยนะ อีกทั้งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยและภายในซอย จึงได้ความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวมากกว่าโซนคอนโดรอบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย

ส่วนอุดมสมบูรณ์โดยรอบโครงการก็พอจะมีร้านค้า ร้านอาหารอยู่บ้าง หากอยากไปห้างใหญ่ๆอย่าง Major Cineplex รัชโยธิน, The Mall Lifestore งามวงศ์วาน, Union Mall, Lotus’s ลาดพร้าว และ Central ลาดพร้าว ก็อยู่ไม่ไกล

สำหรับพื้นที่ส่วนกลางก็ถือเป็นจุดเด่นของโครงการเหมือนกันนะ เพราะจัดเต็มมามากถึง 5 ชั้น (ให้มาเยอะกว่าบรรดาคอนโด Low Rise ในย่านเดียวกัน) โดยพื้นที่ส่วนกลางของโครงการจะเน้นเป็นพื้นที่ Co-Sharing Space หรือพื้นที่ Co-Working Space เพื่อรองรับการใช้งานของน้องๆนิสิตหรือคนในวัยทำงานนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีพื้นที่จอดรถมากถึง 48% (เพื่อนบ้านในย่านนี้ส่วนใหญ่มีประมาณ 30-40%) ทำให้เหมาะสำหรับคนที่มีรถยนต์ส่วนตัวและกำลังมองหาคอนโดที่มีที่จอดรถเพียงพอ ไม่ต้องมาคอยวนหาที่จอดรถหรือกังวลว่าจะมีที่จอดรถมั้ย

ห้องพักอาศัยของโครงการนี้ก็มีให้เลือกมากถึง 10 แบบ จึงรองรับได้ทุกไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย แต่จะเน้นเป็นห้องขนาดเล็ก อยู่ 1-2 คนได้สบายและห้องส่วนใหญ่จะได้ครัวปิดที่ทำอาหารได้จริงจังหรือมี Walk-in Closet ในตัว ทำให้ได้ฟังก์ชันภายในห้องที่ลงตัวนั่นเอง นอกจากนั้นยังตกแต่งแบบ Fully Furnished ตกแต่งห้องมาให้ครบพร้อมเข้าอยู่ จึงช่วยประหยัดเงินไปได้เยอะเลยค่ะ โดยมีราคาเริ่มต้น 2.79 ล้านบาทนั่นเอง

ปัจจุบันทางโครงการได้สร้างเสร็จเรียบร้อยและเริ่มมีคนเข้าอยู่แล้วนะคะ ทำให้หากใครกำลังมองหาที่พักใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็สามารถเข้าเยี่ยมโครงการได้เลย เพราะพอได้เห็นของจริงแบบนี้ก็ช่วยตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้นจริงๆนะ

แต่ถ้าใครยังไม่มีเวลาไปชมโครงการด้วยตัวเอง เราก็ได้ไปรีวิวเจาะลึกและเก็บภาพบรรยากาศจริงมาให้ชมกันแล้ว อย่างห้องตัวอย่างเราก็เก็บภาพจริงมาให้ถึง 6 ห้องจากทั้งหมด 10 ห้องเลยค่ะ ติดตามอ่านต่อด้านล่างได้เลยนะคะ

ข้อมูลโครงการ

รีวิว Chapter One More Kaset (แชปเตอร์วัน มอร์ เกษตร)  ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569

 ชื่อโครงการ   Chapter One More Kaset (แชปเตอร์วัน มอร์ เกษตร)
 ชื่อผู้ประกอบการ   บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)
 SEGMENT CLASS   MAIN CLASS (รายละเอียดของ Segment คอนโดปี 2023 )
 โครงการตั้งอยู่   ซอยพหลโยธิน 40 ถนนพหลโยธิน แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กทม.
 ที่ดิน   4-2-65.4 ไร่
 ประเภทคอนโด   Low Rise 8 ชั้น 3 อาคาร
 จำนวนยูนิต   563 ยูนิต
 ที่จอดรถ   270 คัน คิดเป็น 48% (รวม Automatic Parking 78 คัน/ จอดซ้อนคัน / EV Parking 3 คัน)
 เริ่มก่อสร้าง   ปี 2567
 คาดว่าจะแล้วเสร็จ   ปี 2568
 ประเภทห้องพัก
  • 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 22.50 – 31.60 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus พื้นที่ใช้สอย 32.90 – 34.90 ตร.ม.
  • 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 53.60 ตร.ม.

 ราคาเริ่มต้น 2.79 ล้านบาท (1 Bedroom ขนาด 28 ตร.ม.)
 ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ  ประมาณ 99,XXX บาท/ตร.ม.
 EIA (ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม)  ผ่านแล้ว
 เว็บไซต์โครงการ คลิกที่นี่
 Call Center  1739

ทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.845033985633648, 100.58098485840488
หรือสามารถ : คลิกที่นี่

Highlight

  • คอนโดใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เหมาะกับนิสิตและบุคลากรในมหาวิทยาลัย เพราะเดินไปเรียนหรือทำงานได้ง่าย เพียง 600 เมตร
  • ใกล้ BTS มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีระยะห่าง 720 เมตร พร้อม Shuttle Service ทำให้เดินทางเข้าเมืองได้สะดวก
  • ทำเลเงียบสงบ เป็นส่วนตัว เพราะตั้งอยู่ภายในซอยที่เป็นย่านที่อยู่อาศัย แตกต่างกับโซนคอนโดรอบมหาวิทยาลัย

แผนที่จากทางโครงการ

Chapter One More Kaset ตั้งอยู่ตรงไหน?

โครงการ Chapter One More Kaset ตั้งอยู่ภายในซอยพหลโยธิน 40 แยก 1 ที่เข้า-ออกได้ทั้งจากซอยพหลโยธิน 40 และ 42 สามารถเชื่อมต่อไปถนนได้หลายสาย ไม่ว่าจะเป็นถนนพหลโยธิน, งามวงศ์วาน, ประเสริฐมนูกิจ, รามอินทรา, รัชดาภิเษก, เลียบคลองบางเขนและวิภาวดี-รังสิต จึงเดินทางไปโซนต่างๆได้ง่าย

นอกจากนั้นยังเป็นทำเลใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวอ่อน ทำให้นอกจากจะเหมาะกับน้องๆนิสิตและบุคลากรในมหาวิทยาลัย เพราะไปเรียนและทำงานได้ง่ายแล้ว ยังน่าสนใจสำหรับกลุ่มพนักงานด้วย เพราะสามารถขึ้นรถไฟฟ้าเดินทางไปทำงานในเมืองได้ง่าย อีกทั้งยังดึงดูดกลุ่มนักลงทุนที่กำลังมองหาคอนโดในราคาหยิบจับง่ายด้วยค่ะ

สำหรับทำเลโครงการที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และตั้งอยู่ภายในซอยแบบนี้  ก็จะมีระยะห่างจากมหาวิทยาลัยที่ไกลกว่านั่นเอง แต่ก็ยังเป็นระยะที่เดินไปเรียนและไปใช้รถไฟฟ้าได้อยู่ อีกทั้งยังได้ความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวมากกว่าโซนคอนโดรอบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย นอกจากนั้นทางโครงการมี Shuttle Service รถบริการรับ-ส่ง คอยอำนวยความสะดวกลูกบ้านด้วย ก็ทำให้เดินทางบนทำเลได้สะดวกสบายค่ะ

ใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ~ 600 เมตร

โครงการ Chapter One More Kaset อยู่ห่างจากประตูทางเข้า ม.เกษตรศาสตร์ เพียง 600 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่พอเดินไปได้นะคะ โดยประตูนี้จะเป็นประตู 2 ที่อยู่ใกล้กับคณะสัตวแพทยศาสตร์ บริเวณโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พอดีเลย ทำให้เดินต่อไปอีกหน่อยก็เป็นจุดรอรถตะลัยที่คอยบริการรับ-ส่งนิสิตและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยฟรีนั่นเอง

ใกล้ BTS สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ~ 720 เมตร

ตัวโครงการอยู่ใกล้กับ BTS สายสีเขียวอ่อน สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งถือเป็น BTS สายสำคัญของกรุงเทพฯที่วิ่งตัดผ่านใจกลางเมืองและย่านธุรกิจสำคัญมากมายไม่ว่าจะเป็น รัชโยธิน, ห้าแยกลาดพร้าว, สยาม, ทองหล่อ และเอกมัย ทำให้ใครที่จะไปทำงานหรือมีธุระอยู่ใจกลางเมืองก็เดินทางได้ง่าย

โดยโครงการนี้อยู่ห่างจาก BTS สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประมาณ 720 เมตร หากใครร่างกายฟิตๆก็สามารถเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าได้สะดวกอยู่นะ แต่ใครที่ไม่อยากเดินเหนื่อย ทางโครงการก็มีจัดเตรียม Shuttle Bus รับ-ส่งลูกบ้านให้ไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ง่ายๆด้วยค่ะ ซึ่งปัจจุบันให้บริการรับ-ส่งฟรี แต่ในอนาคตอาจมีการเก็บค่าบริการเพิ่มเติมนะคะ

นอกจากนั้นหากนั่ง BTS ต่อไปอีก 4 สถานีก็จะเป็นสถานีห้าแยกลาดพร้าวที่เป็น Interchange Station เชื่อมต่อไปยัง MRT สายสีน้ำเงิน มีแนวเส้นทางผ่านจุดสำคัญๆ เช่น สีลม, อโศก, รัชดา อีกทั้งเชื่อมต่อไปยังโซนท่าพระและยาวไปถึงหลักสอง ทำให้จากตัวโครงการจึงเดินทางไปได้รอบกรุงเทพฯเลยค่ะ

ใกล้ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์

Image 1/2
ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ (ออกเมือง)

ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ (ออกเมือง)

จากตัวโครงการจะอยู่ใกล้ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ โดยสามารถขับออกเมืองไปฝั่งดอนเมือง อยู่ห่างจากจุดขึ้นทางด่วน 4.4 กิโลเมตร แต่ถ้าต้องการขับเพื่อเข้าเมืองก็จะอยู่ห่างประมาณ 5.4 กิโลเมตร รวมถึงยังเชื่อมต่อไปทางพิเศษศรีรัชและเฉลิมมหานครได้ด้วยค่ะ

ด้านความอุดมสมบูรณ์โดยรอบโครงการก็พอจะมีร้านค้า ร้านอาหารอยู่บ้าง ถึงแม้จะไม่ได้คึกคักเท่าโซนด้านหน้ามหาวิทยาลัยฝั่งถนนงามวงศ์วาน แต่ก็ยังพอไปจับจ่ายใช้สอยได้ไม่ยากนัก หรือจะสั่ง Delivery ก็มีร้านต่างๆให้เลือกซื้ออยู่หลากหลายเลย แถมค่าส่งยังไม่แพงด้วย

แต่หากอยากไปห้างใหญ่ๆก็จะมี Major Cineplex รัชโยธิน, The Mall Lifestore งามวงศ์วาน, Union Mall, Lotus’s ลาดพร้าว และ Central ลาดพร้าว ให้เรามาเดินเล่นช้อปปิ้งกันได้ง่ายๆ นอกจากนั้นหาก Central พหลโยธิน ที่ตั้งอยู่บนที่ดินกว่า 49 ไร่ คาดเปิด Q4/2569 ทำให้เมื่อเปิดบริการแล้ว ก็จะช่วยเพิ่มความคึกคักบนทำเลมากยิ่งขึ้น ส่วนโรงพยาบาลและสำนักงานขนาดใหญ่ก็มีหลายแห่งด้วยค่ะ เช่น โรงพยาบาลเปาโล เกษตร , โรงพยาบาลวิภาวดี , ปตท. สำนักงานใหญ่ , SCB Park , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เป็นต้น

คอนโดใกล้ ม.เกษตรศาสตร์ ราคาเท่าไหร่?

ด้วยทำเลนี้ที่มีทั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และศรีปทุม อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งงานโซนจตุจักร-ห้าแยกลาดพร้าว-รัชโยธิน ประกอบกับมีแนวรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวอ่อนตัดผ่าน ทำให้มี Demand ความต้องการอยู่อาศัยบนทำเลนี้สูงมากๆทั้งจากน้องๆนิสิต นักศึกษาที่ต้องการพักอาศัยใกล้มหาวิทยาลัยและพนักงานออฟฟิศที่มองหาคอนโดที่นั่งรถไฟฟ้าไปทำงานได้ง่าย โดยเลือกทำเลที่ขยับออกจากตัวเมืองมาหน่อย แต่ก็ยังมีความอุดมสมบูรณ์ครบครัน ดังนั้นเราจึงเห็นคอนโดมิเนียมบนทำเลนี้อยู่หลายแห่งมากๆ ไม่ว่าจะเป็น Low Rise หรือ High Rise ราคาเริ่มต้นประมาณ 1.79-5 ล้านบาท

สำหรับโครงการ Chapter One More Kaset เป็นคอนโด Low Rise ที่ห่างจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพียง 600 เมตร และห่างจาก BTS เพียง 720 เมตร เมื่อเทียบกับคอนโด Low Rise บนทำเลเดียวกันจะอยู่ลึกเข้าไปในซอย ต้องเรียกวินมอเตอร์ไซค์ในการไปไหนมาไหนบนย่าน นอกจากนั้นโครงการนี้ยังมีพื้นที่ส่วนกลางมากถึง 5 ชั้น เน้นพื้นที่ Co-Working Space หลายจุดและพื้นที่จอดรถรวม 48% ถือว่าให้มาเยอะลำดับต้นๆในย่านเลยค่ะ โดยมีราคาเริ่มต้นปัจจุบันอยู่ที่ 2.79 ล้านบาทกับห้อง 1 Bedroom ขนาด 28 ตร.ม. ที่ตกแต่งห้องมาให้ครบพร้อมเข้าอยู่

ทำให้โครงการนี้จึงได้ในเรื่องความคุ้มค่าทั้งทำเลที่เดินไปไหนมาไหนได้ง่าย พื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่จอดรถเยอะ แถมได้ห้องแต่งครบด้วยนั่นเอง

สภาพแวดล้อมรอบโครงการ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้

สภาพแวดล้อมรอบๆโครงการ Chapter One More Kaset ค่อนข้างเงียบสงบ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยวจนเกินไป เพราะตั้งอยู่ภายในซอยที่มีทั้งบ้านพักอาศัย, คอนโดและอพาร์ทเม้นท์ต่างๆ ทำให้มีคนหรือรถผ่านไป-มาบ้าง

สำหรับห้องที่หันมาฝั่งด้านหน้าโครงการทางทิศตะวันออกและห้องที่หันไปฝั่งทิศใต้จะได้วิวค่อนข้างเปิดโล่งค่ะ ส่วนฝั่งทิศตะวันตกของโครงการจะอยู่ติดกับโรงแรมสูง 10 ชั้น ทำให้ห้องพักอาศัยในอาคาร C ส่วนนึงจะถูกบังวิวไป และห้องพักอาศัยในอาคาร A ทางฝั่งทิศเหนือก็จะถูกอพาร์ทเม้นท์สูง 5 ชั้นบังวิวเหมือนกัน เราจึงแนะนำให้เข้าชมโครงการก่อนตัดสินใจอีกครั้งนะคะ

  • ทิศเหนือ ติดกับ อพาร์ทเม้นท์สูง 5 ชั้น และโรงแรมสูง 10 ชั้น
  • ทิศตะวันออก ติดกับ สถานที่จัดงานแต่งงาน ที่จอดรถ และบ้านสูง 2 – 3 ชั้น
  • ทิศใต้ ติดกับ ซอยพหลโยธิน 40 แยก 1 ฝั่งตรงข้ามปัจจุบันเป็นที่โล่ง
  • ทิศตะวันตก ติดกับ โรงแรมสูง 10 ชั้น

Image 1/3
บริเวณด้านหน้าโครงการ เมื่อมองไปฝั่งซ้าย

บริเวณด้านหน้าโครงการ เมื่อมองไปฝั่งซ้าย

ภาพบรรยากาศบริเวณด้านหน้าโครงการ  Chapter One More Kaset

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

ห้างสรรพสินค้า / ตลาด

  • ตลาดอมรพันธ์ ~ 1.4 km.
  • เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน ~ 2.9 km.
  • SCB Park ~ 3.6 km.
  • Union Mall ~ 5.4 km.
  • เซ็นทรัล ลาดพร้าว ~ 5.5 km.
  • ตลาดบางเขน ~ 8.2 km.

โรงพยาบาล

  • โรงพยาบาลเปาโล เกษตร ~ 1.8 km.
  • โรงพยาบาลวิภาวดี ~ 2.8 km.

สถานศึกษา

  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ~ 600 m.
  • โรงเรียนสารวิทยา ~ 2.9 km.
  • โรงเรียนบางบัว ~ 3.2 km.
  • มหาวิทยาลัยศรีปทุม ~ 4.9 km.

รายละเอียดโครงการ

Highlight

  • พื้นที่ส่วนกลาง 5 ชั้น เน้นเป็นพื้นที่นั่งทำงาน Co-Sharing Space ขนาดใหญ่ที่สามารถใช้งานได้จริง เหมาะกับนักศึกษาและคนวัยทำงาน
  • พื้นที่จอดรถเยอะถึง 48% เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านบนทำเลเดียวกันส่วนใหญ่มีที่จอดรถประมาณ 30-40%
  • ออกแบบทั้ง 3 อาคาร โอบล้อมพื้นที่ Court ตรงกลาง ทำให้ห้องที่หันเข้ามาด้านในจะได้วิวและบรรยากาศสวยๆของพื้นที่ส่วนกลาง
  • ตำแหน่งห้องพักที่น่าสนใจเยอะ ทั้งห้องที่ได้วิวส่วนกลางเต็มๆและห้องพักที่มีความเป็นส่วนตัว

โครงการ Chapter One More Kaset ออกแบบเป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้น 3 อาคาร บนที่ดินขนาด 4-2-65.4 ไร่ รวม 563 ยูนิต ซึ่งออกแบบให้ทั้ง 3 อาคารโอบล้อมพื้นที่ส่วนกลาง ทำให้ห้องพักที่หันหน้าเข้ามาด้านในจะได้การันตีวิวสระว่ายน้ำสวยๆเลยนั่นเอง ซึ่งถือเป็นการออกแบบที่นิยมในคอนโด Low Rise แบบนี้

ส่วนแนวคิดการออกแบบโครงการจะได้แรงบันดาลใจมาจาก Bauhaus ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศิลปะชื่อดังจากประเทศเยอรมนี เปิดระหว่างปี 1919 ถึง 1933 ปรัชญาสำคัญของเบาเฮาส์คือ ศิลปินนักออกแบบและนักคิดต้องสามารถทำงานด้วยตัวเองได้ โดยเน้นการลงมือปฏิบัติจริง มีสไตล์การออกแบบเน้นเป็นรูปทรงเรขาคณิตและความเรียบง่าย  ด้วยการลดทอนรายละเอียดต่างๆจนเป็น Timeless Design ที่ยังคงดูสวยงามในทุกยุคสมัย รวมถึงเลือกใช้แม่สีอย่างสีแดง เหลืองและน้ำเงินในการตกแต่งเป็นหลักค่ะ ซึ่งทางโครงการก็ได้นำแนวคิดเหล่านี้มาออกแบบทั้ง Facade หน้าตาอาคาร การตกแต่งภายในโครงการและฟังก์ชันพื้นที่ส่วนกลางด้วยนั่นเอง

สำหรับจุดเด่นของโครงการนี้ก็คือพื้นที่ส่วนกลางเยอะถึง 5 ชั้น ทำให้ใช้งานได้หลากหลาย อีกทั้งยังออกแบบเน้นเป็นพื้นที่นั่งทำงาน Co-Sharing Space ขนาดใหญ่ เหมาะกับน้องๆนิสิตและชาวออฟฟิศให้มานั่งเล่นหรือทำงานได้ภายในโครงการเลย นอกจากนั้นยังโดดเด่นด้วยพื้นที่จอดรถมากถึง 48% แตกต่างกับคอนโดเพื่อนบ้านที่จะจอดได้เพียง 30-40% เท่านั้น ทำให้น่าสนใจมากๆสำหรับคนที่มองหาคอนโดพื้นที่จอดรถเยอะ

Master Plan

เรามาเริ่มกันที่ Master Plan กันเลย ทางโครงการจะออกแบบบริเวณชั้น 1 เป็นพื้นที่จอดรถเกือบทั้งหมดนะคะ สามารถจอดได้ 270 คัน คิดเป็น 48% มีทั้งแบบ Conventional Parking และ Automatic Parking เป็นระบบลิฟต์ลงไปชั้นใต้ดินเพียงชั้นเดียว โดยจะอยู่บริเวณอาคาร B ที่เราวงกรอบสีฟ้าค่ะ

สำหรับพื้นที่ส่วนกลางในชั้น 1 นี้ จะเน้นเป็นพื้นที่ต้อนรับหรือนั่งพักผ่อน ทางโครงการจะออกแบบ Commune Hall (Lobby) กระจายอยู่ทั้ง 3 อาคารเลยนะคะ แต่สำหรับ Building A จะมี Pick Up & Delivery Point (พื้นที่วางของ Delivery) และ Building B จะมี Conversation Lab (ห้องประชุม) และ Green Club (พื้นที่สวนสีเขียว) ช่วยเพิ่มบรรยากาศน่าอยู่อาศัยและสดชื่นแล้ว ยังเป็น Buffer Zone เพิ่มความเป็นส่วนตัวจากทางเข้า-ออกของโครงการด้วยค่ะ

Image 1/2
บริเวณด้านหน้าโครงการ

บริเวณด้านหน้าโครงการ

ภาพบรรยากาศบริเวณด้านหน้าโครงการ Chapter One More Kaset จะมีป้ายชื่อโครงการอยู่ด้านข้าง พร้อมจัดสวนอยู่ด้านหน้าโครงการ เป็นมุมต้อนรับที่สร้างบรรยากาศร่มรื่นตั้งแต่ด้านหน้าโครงการเลย

Image 1/4
ซุ้มประตูทางเข้า-ออกโครงการ

ซุ้มประตูทางเข้า-ออกโครงการ

ทางโครงการออกแบบ ซุ้มประตูทางเข้า-ออก มีระยะร่นจากถนนซอยเข้ามา ทำให้รถของลูกบ้านสามารถต่อแถวเข้า-ออกโครงการ โดยไม่ไปติดขัดการจราจรตรงถนนด้านหน้าโครงการค่ะ

สำหรับประตูทางเข้า-ออกโครงการจะเป็นรั้วกั้นไม้กระดก เมื่อเข้าโครงการมาจะต้องตรงเข้าไปด้านในและวนรอบอาคารเพื่อออกจากโครงการค่ะ บริเวณด้านข้างซุ้มประตูนี้จะมีป้อม รปภ. คอยตรวจเช็ก-รักษาความปลอดภัย นอกจากนั้นทางโครงการได้มีรั้วกั้นรางเลื่อนบริเวณด้านหน้าโครงการอยู่อีกชั้นด้วยนะ ซึ่งจะใช้เป็น Night Gate เพื่อเปิด-ปิดในช่วงกลางคืนเท่านั้น ทำให้เหมือนได้เป็น Double Security Gate เลยนั่นเอง

ส่วนระบบการเข้า-ออกแบบ Bluetooth ระยะไกล / สติกเกอร์ พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง, ระบบ CCTV ที่ Main Gate และภายในโครงการ รวมถึงรั้วทึบรอบโครงการสูง 3.00 เมตร รวมถึงมี Pedestrian Entrance บริเวณด้านหน้าโครงการ ทำให้ลูกบ้านเดินเข้า-ออกจากทางนี้ได้

Image 1/2
พื้นที่จอดรถ

พื้นที่จอดรถ

พื้นที่จอดรถ ถือเป็น Highlight ของโครงการนี้เลยนะ เพราะสามารถจอดรถได้ 270 คัน คิดเป็น 48% (รวม Automatic Parking 78 คัน/ จอดซ้อนคัน / EV Parking 3 คัน) สำหรับ Conventional Parking ก็จะมีทั้งพื้นที่จอดรถใต้อาคารและพื้นที่จอดรถกลางแจ้งให้เลือกจอดได้

ส่วน Automatic Parking ของโครงการนี้จะเป็นระบบที่สามารถซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาแบบทีละส่วนได้ ไม่ต้องปิดซ่อมทั้งระบบ ทำให้ลูกบ้านก็ยังใช้งาน Automatic Parking ในส่วนอื่นๆได้ อีกทั้งค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงเหมือนระบบ Automatic Parking อื่นๆ

ด้วยการออกแบบพื้นที่จอดรถบางส่วนเป็น Automatic Parking จึงทำให้ประหยัดพื้นที่จอดรถในโครงการและได้จำนวนพื้นที่จอดรถเยอะนั่นเอง เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ในย่านเดียวกันจะจอดรถได้ประมาณ 30-40% เท่านั้น ทำให้ถือเป็นโครงการที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีรถยนต์ส่วนตัวและกำลังมองหาคอนโดที่มีที่จอดรถเพียงพอ ไม่ต้องมาคอยวนหาที่จอดรถหรือกังวลว่าจะมีที่จอดรถมั้ย

Building A

งั้นเราพามาดูพื้นที่ส่วนกลางในชั้น 1 ของแต่ละอาคารกันเลย โดยจะเริ่มที่ Building A กันก่อนนะคะ

Image 1/3
Commune Hall ของ Building A

Commune Hall ของ Building A

เมื่อเข้ามาภายใน Building A จะเจอกับ Commune Hall (Lobby) อยู่ทางฝั่งขวา ส่วนทางฝั่งซ้ายจะเป็น Pick Up & Delivery Point (พื้นที่วางของ Delivery) ทำให้ลูกบ้านของอาคารนี้สามารถเดินออกมารับของที่สั่ง Delivery ไว้จากจุดนี้ได้เลย แต่ถ้าเป็นลูกบ้านของ Building B และ C จะต้องเดินมารับของที่จุดนี้นะคะ

Image 1/7
Commune Hall ของ Building A

Commune Hall ของ Building A

ทางโครงการจะออกแบบ Commune Hall เป็น Lobby พื้นที่ต้อนรับและนั่งพักคอยอยู่ในชั้น 1 ของทุกอาคารเลยนะคะ แต่ก็จะมีขนาดพื้นที่แตกต่างกันไป สำหรับ Commune Hall ของ Building A จะจัดมาทั้งโซนโซฟาและโต๊ะยาว มองออกไปได้วิวสวนสีเขียวด้านหน้าโครงการด้วย อีกทั้งมี Vending Machine ให้เราซื้อเครื่องดื่มได้ง่ายๆดี ทำให้คุณพ่อ คุณแม่, เพื่อนหรือแขกมานั่งรอบริเวณนี้ได้ค่ะ

Image 1/2
ห้องน้ำแบบ Universal Design

ห้องน้ำแบบ Universal Design

จาก Commune Hall จะเป็นโถงทางเดินยาวเชื่อมต่อไปยังห้องน้ำ Universal Design และโซนลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นพักอาศัย สำหรับ ห้องน้ำ Universal Design นี้ออกแบบรองรับการใช้งานของคนทุกเพศวัย โดยจะอยู่บริเวณตรงกลางโถงทางเดิน ทำให้คนที่มานั่งพักผ่อนอยู่ตรง Commune Hall ก็มาใช้งานได้สะดวกดี

Image 1/2
โซนลิฟต์และ Mailbox

โซนลิฟต์และ Mailbox

โซนลิฟต์และ Mailbox จะอยู่ด้านในสุดของทางเดินเลย ซึ่งมีการติดตั้งระบบ Face Scan ตรงประตู เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปยังโซนลิฟต์และ Mailbox ได้ ก็ทำให้ลูกบ้านสามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย

Image 1/2
Mailbox

Mailbox

ทางโครงการออกแบบ Mailbox ของทุกห้องอยู่บริเวณนี้และตำแหน่ง Mailbox ก็ไม่อยู่สูงเกินไป ทำให้สามารถเอื้อมเปิด-ปิดได้ง่าย รวมถึงมี Smart Locker ให้ใช้งานกันด้วย

Image 1/3
Lift Lobby

Lift Lobby

ลิฟต์โดยสาร ของทุกอาคารจะมีทั้งหมด 2 ตัว/อาคาร มีอัตราส่วนลิฟต์ตึก A เท่ากับ 97 : 1 แต่ปัจจุบันเปิดให้ใช้งานเพียง 1 ตัวนะคะ ส่วนตัวลิฟต์ก็ออกแบบให้มีช่องกระจก เพื่อให้มองเห็นจากภายนอกได้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินก็สามารถช่วยเหลือได้ทันที ส่วนระบบในการขึ้น-ลงอาคารจะเป็น Keycard Access ค่ะ

Building B

ต่อมาเราจะพามาดู Building B ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Building A ที่เราพาไปดูกันมา

Image 1/11
Commune Hall ของ Building B

Commune Hall ของ Building B

เราขอพาเข้ามาดูภายใน Building B กันเลย โดยจะออกแบบเป็น Commune Hall หรือ Lobby สำหรับนั่งพูดคุย พักผ่อนกันได้ แต่สำหรับ Commune Hall ของ Building B จะมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาทั้ง 3 อาคารเลยค่ะ เพราะอยู่ใกล้ด้านหน้าโครงการและจุด Drop Off จึงออกแบบไว้ให้รองรับแขกหลายๆกลุ่มได้นั่นเอง นอกจากนั้นยังออกแบบเป็นพื้นที่ฝ้าเพดานสูงแบบ Double Volume ประกอบกับผนังโดยรอบที่เป็นกระจก จึงทำให้ได้บรรยากาศที่โปร่งโล่งมากๆ

ภายใน Commune Hall จะมีชุดโซฟาอยู่หลายจุดและหลากหลายรูปแบบให้เราเลือกใช้งานได้ตามต้องการ ส่วนด้านข้างจะมีประตูเปิดออกไปยังสวนสีเขียวด้านข้างอาคาร พร้อมชุดโต๊ะ-เก้าอี้ให้เรามานั่งเล่นได้บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ

ทางโครงการเลือกใช้ บล็อกช่องลมและบล็อกแก้ว ในการออกแบบหลายจุดเลยนะคะ เพราะนอกจากจะได้ความเป็น Pattern ดูมีลูกเล่นมากกว่ากำแพงทึบธรรมดาทั่วไปแล้ว อย่างบล็อกช่องลมก็จะช่วยพรางสายตาแต่ไม่บังลม ส่วนบล็อกแก้วก็ใช้ในการกั้นแบ่งพื้นที่ แต่ยังให้แสงส่องเข้ามาได้ ทำให้เป็น Element ที่นำไปปรับใช้แทนกำแพงทึบนั่นเอง

จาก Commune Hall ก็จะออกแบบเป็นโถงทางเดินเชื่อมไปยังโซนลิฟต์ที่อยู่ด้านในสุด ซึ่งระหว่างทางเดินนี้จะมีพื้นที่นั่งแบบบาร์อยู่ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายของโถงทางเดินจะเป็น Conversation Lab (ห้องประชุม) ที่เราจะพาไปดูกันต่อค่ะ

Image 1/3
Conversation Lab

Conversation Lab

Conversation Lab เป็นห้องประชุมหรือพื้นที่ให้พูดคุยแบบส่วนตัว โดยจะมีโต๊ะยาวรองรับ 5 ที่นั่ง พร้อมจอทีวีให้เราใช้สำหรับนำเสนองานได้

Image 1/3
โถงทางเดินเชื่อมไปยังโซนลิฟต์และห้องน้ำ

โถงทางเดินเชื่อมไปยังโซนลิฟต์และห้องน้ำ

ถัดจาก Conversation Lab จะออกแบบเป็นโถงทางเดินยาวเชื่อมไปยังห้องน้ำ Universal Design และโซนลิฟต์ที่อยู่ด้านในสุดเหมือนกับ Buidling A ที่เราพาไปดูกันมาก่อนหน้านี้เลย โดยมี ห้องน้ำ Universal Design ให้ใช้งานด้วย ทำให้คุณพ่อ คุณแม่หรือแขกต่างๆก็มาเข้าห้องน้ำได้ง่ายๆ เพราะออกแบบมารองรับคนทุกเพศทุกวัยเลยค่ะ

ก่อนจะเข้าไปยัง โซนลิฟต์และ Mailbox ก็จะมีติดตั้งระบบ Face Scan เหมือนกับ Building A นะคะ ทำให้ลูกบ้านอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องกังวลว่าจะมีบุคคลภายนอกเข้าไปยังชั้นพักอาศัยในชั้นบนๆ

Image 1/5
โซนลิฟต์และ Mailbox

โซนลิฟต์และ Mailbox

โซนลิฟต์และ Mailbox จะอยู่บริเวณเดียวกันเลยค่ะ สำหรับลิฟต์โดยสารจะมีทั้งหมด 2 ตัว แต่ปัจจุบันให้ใช้งานเพียง 1 ตัวก่อน มีอัตราส่วนลิฟต์ตึก B 93 : 1 ส่วน Mailbox ก็อยู่ในตำแหน่งที่เอื้อมหยิบจดหมายต่างๆได้ง่าย พร้อม Smart Locker ไว้ให้เก็บของต่างๆได้ด้วยค่ะ

จริงๆแล้วบริเวณด้านหน้าของ Building B จะมี Green Club เป็นพื้นที่สวนคั่นกลางระหว่าง Building B และทางเข้า-ออกโครงการ ทำให้ช่วยพรางสายตาและเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ดี

Image 1/11
Green Club

Green Club

Green Club เป็นพื้นที่สีเขียวด้านหน้าโครงการ ทำให้นอกจากจะเป็นมุมต้อนรับที่สวยงาม สร้างบรรยากาศร่มรื่นตั้งแต่ด้านหน้าโครงการแล้ว ยังเป็นวิวให้กับ Commune Hall ของ Building B ด้วยค่ะ ทำให้โครงการนี้จะมีพื้นที่สีเขียวรวมทั้งหมดประมาณ 1,800 ตร.ม.ค่ะ

ภายในสวนนี้นอกจากจะมีต้นไม้สีเขียวทั้งต้นเล็ก-ใหญ่แล้ว ยังออกแบบชุดโต๊ะ-เก้าอี้ไว้หลายจุดเลย ทำให้เราเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งเล่น นั่งทำงานท่ามกลางสวนสีเขียว แถมรับลมเย็นๆ ทำให้นั่งได้เพลินๆเลยนะ นอกจากนั้นยังมีบันไดให้สามารถเดินเชื่อมต่อขึ้นไปยังพื้นที่ส่วนกลางชั้น 2 ของ Buidling C ตรงโซนสระว่ายน้ำได้ด้วย

เราชอบการดีไซน์ระแนงหลังคาของบริเวณนี้ที่เป็นช่องสี่เหลี่ยมแบบเรขาคณิตนะ เพราะเป็นการออกแบบที่สอดคล้องกับ Facade ของอาคาร ทำให้ได้ดีไซน์ที่ต่อเนื่องกันดี รวมถึงเวลาเรามานั่งเล่นอยู่ภายในสวนนี้ที่นอกจากจะได้ร่มเงาจากต้นไม้แล้ว ก็ยังได้หลังคานี้ช่วยบังแสงแดดได้ในระดับนึง

Building C

Image 1/4
Commune Hall ของ Building C

Commune Hall ของ Building C

เราพามาดู Commune Hall ของ Building C กันต่อเลยนะคะ โดยจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก จัดวางโซฟาอยู่ 2 จุดให้มานั่งพักคอยได้ แต่ก็เป็นเพราะว่า Building C จะเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ด้านในสุดของโครงการ ทำให้เรามองว่าหากมีแขกมาเยี่ยมก็สามารถนั่งรอบริเวณ Commune Hall ของ Building A และ B หรือนั่งเล่นใน Green Club ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเดินมาไกลถึง Building C ที่อยู่ด้านในโครงการค่ะ

Image 1/4
โซนลิฟต์และ Mailbox

โซนลิฟต์และ Mailbox

การออกแบบพื้นที่ชั้น 1 ของแต่ละอาคารจะคล้ายๆกันนะคะ เพราะจาก Commune Hall จะมีประตูเชื่อมไปยังโซนลิฟต์และ Mailbox พร้อมติดตั้งระบบ Face Scan เพิ่มความปลอดภัยในการอยู่อาศัย แต่สำหรับอาคารนี้จะไม่มีห้องน้ำ Universal Design เหมือนอาคารอื่นๆนะคะ ด้วยการออกแบบ Commune Hall ที่ไม่ได้ใหญ่ จึงไม่ได้มานั่งเล่น นั่งคอยนานนัก

โซนลิฟต์และ Mailbox ก็ออกแบบเหมือนกับ Building A และ B นะคะ โดยจะมีลิฟต์โดยสารอยู่ 2 ตัว และเปิดให้ใช้งานเพียง 1 ตัวในปัจจุบัน อัตราส่วนลิฟต์ตึก C 78 : 1 ถึงแม้ดูเหมือนจะมีความหนาแน่นน้อยสุดเลย เพราะพื้นที่ส่วนนึงของอาคารทำเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ทำให้คนที่มาใช้งานลิฟต์นี้จะไม่ได้มีเพียงลูกบ้านในอาคารนี้เท่านั้น แต่ยังมีลูกบ้านอื่นๆที่ต้องการมาใช้งานพื้นที่ส่วนกลางในอาคารนี้ด้วย นี่จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามนะคะ ส่วน Mailbox ก็ออกแบบเหมือนกันทุกอาคาร อยู่ในตำแหน่งที่เอื้อมหยิบได้ง่ายและมี Smart Locker ให้ใช้เก็บของต่างๆได้ค่ะ

ชั้น 2

สำหรับ ชั้น 2 ของโครงการจะเริ่มเป็นชั้นพักอาศัยแล้ว โดยเฉพาะ Building A และ B จะเป็นห้องพักอาศัยทั้งชั้นเลย แต่สำหรับ Building C จะมีพื้นที่ส่วนกลางภายในอาคารที่เชื่อมต่อกับ Clubhouse และสระว่ายน้ำตรงกลางโครงการด้วยนะคะ ทำให้ Building C เหมาะกับคนที่ชอบใช้งานส่วนกลางบ่อยๆ เพราะเดินมาใช้งานได้ใกล้ๆและสะดวกดี

ส่วนโซนพักอาศัยของชั้นนี้จะมีความน่าสนใจอยู่ที่ Building A และ B เนื่องจากมีการเว้นระยะอาคารสำหรับทางเข้า-ออกของรถและพื้นที่สีเขียวด้านหน้า ทำให้ห้องพักด้านบนมีความพิเศษกว่าชั้นอื่นๆเล็กน้อย ดังนี้

  • กรอบสีแดง : ห้องที่ได้ความเป็นส่วนตัวสูง+เปิดรับวิวส่วนกลาง เพราะไม่มีผนังติดกับเพื่อนบ้าน รวมถึงมองเห็นวิวพื้นที่ส่วนกลางได้ด้วย แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ด้านหน้าโครงการ อาจจะมีเสียงรถยนต์ที่ขับผ่านเข้า-ออกอยู่บ้างค่ะ
  • กรอบสีน้ำเงิน : ห้องที่ได้โถงทางเดิน Single Corridor จึงไม่มีห้องอยู่ฝั่งตรงข้าม ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่ต้องเปิดเจอเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม อีกทั้งยังมีคนเดินผ่านไป-มาหน้าห้องน้อย ซึ่งตำแหน่งของห้องนี้จะหันหน้าออกไปที่ถนนด้านหน้าโครงการ และเป็นห้อง 1 Bedroom Plus แบบหน้ากว้าง

Image 1/5
โซนลิฟต์ชั้น 2 ของ Building C

โซนลิฟต์ชั้น 2 ของ Building C

งั้นเราพามาดูพื้นที่ส่วนกลางชั้น 2 ของ Building C กันเลย เมื่อขึ้นลิฟต์มาจะเจอกับ โถงลิฟต์ชั้น 2 ที่จะมีประตู 2 จุดให้เปิดไปยังพื้นที่ส่วนกลางหรือโซนห้องพักอาศัย โดยประตูที่เชื่อมไปยังห้องพักอาศัยจะติดตั้งระบบ Face Scan ทำให้ลูกบ้านที่พักอาศัยในชั้นเดียวกับพื้นที่ส่วนกลางจะได้ความปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากขึ้น

จากโถงลิฟต์จะเชื่อมมายัง The Cafe ซึ่งจะออกแบบเป็นห้องขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่นั่งทำงานและทานกาแฟได้แบบ Eat and Learn รวมถึงเรายังเห็น Element ในการออกแบบอย่างบล็อกแก้วในห้องนี้ด้วยนะ ส่วนปลายสุดของทางเดินจะมีประตูเปิดออกไปยังพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆในชั้นนี้ค่ะ

Image 1/2
The Cafe

The Cafe

ทางโครงการจะออกแบบมีชุดโต๊ะ-เก้าอี้และมุมโซฟายาว ทำให้เรามานั่งเล่น พูดคุย ทำงานกับเพื่อนๆได้ด้วยนะ ส่วนด้านข้างก็จะเป็นเคาน์เตอร์บาร์ให้เรานำเครื่องดื่มหรือขนมมากินระหว่างทำงานได้

Image 1/3
The Cafe

The Cafe

บริเวณนี้เป็นเคาน์เตอร์บาร์ที่มีทั้งตู้เย็นไว้แช่เครื่องดื่มเย็นๆ รวมถึงมีอ่างล้างจานให้เราล้างมือได้หลังจากนั่งกินขนมเติมแรงแล้ว นอกจากนั้นทางโครงการบอกว่าในอนาคตจะมี Vending Machine มาตั้งเพิ่มด้วยนะ ทำให้เราก็มานั่งเล่น นั่งกินขนมกับเพื่อนๆระหว่างทำงานกันได้

ด้วยแรงบันดาลใจของโครงการมาจาก Bauhaus ที่มีการเลือกใช้แม่สีอย่างสีแดง เหลืองและน้ำเงินในการตกแต่งเป็นหลัก ทำให้ทางโครงการตกแต่ง The Cafe นี้เป็นสีเหลือง ได้ความรู้สึกสดใส มีชีวิตชีวาดีค่ะ

Play Lab (พื้นที่สันทนาการ/เล่นเกม) จะอยู่บริเวณเดียวกับ The Cafe แต่จะมีการกั้นแบ่งเป็นห้อง ทำให้แบ่งแยกโซนและได้ความรู้สึกเป็นสัดส่วนดี นอกจากนั้นจะมีประตูเปิดออกไปยัง Relax Space (พื้นที่นั่งเล่นแบบ Semi Outdoor), โซนห้องน้ำและโซนสระว่ายน้ำด้วย

Image 1/4
Play Lab

Play Lab

สำหรับ Play Lab จะเป็นพื้นที่สันทนาการหรือห้องเล่นเกมนั่นเอง โดยภายในห้องก็จะมีโต๊ะบอลมือหมุนหรือพวกบอร์ดเกมให้มาเล่นสนุกกัน ทำให้เวลาเรานั่งทำงานเหนื่อยๆอยู่ The Cafe ก็เดินมาเล่นเกมคลายเครียดกับเพื่อนๆได้

ด้วยบรรยากาศของห้องนี้ที่เน้นความตื่นเต้น สนุกสนานก็ทำให้ทางโครงการเลือกใช้เป็นสีแดงในการตกแต่ง ซึ่งการเลือกใช้แม่สีนี้ก็มาจากแรงบันดาลใจของโครงการที่เป็น Bauhaus อย่างที่เราได้พูดไปก่อนหน้านี้นั่นเอง

Image 1/3
Relax Space

Relax Space

จาก Play Lab จะมีประตูเปิดออกไปยัง Relax Space ที่เป็นพื้นที่นั่งพักผ่อนจัดเป็นชุดโซฟา ให้เราเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งเล่นด้านนอกได้นะคะ

Image 1/6
โซนห้องน้ำและ Locker

โซนห้องน้ำและ Locker

ถัดจาก Relax Space จะเป็น โซนห้องน้ำและ Locker เพื่อรองรับลูกบ้านที่มาใช้งานพื้นที่ส่วนกลางในชั้นนี้ โดยจะมีโซน Locker สำหรับเก็บของหรือกระเป๋าต่างๆได้ ทำให้คนที่จะมาว่ายน้ำก็เก็บของตรงนี้ได้ง่ายดี ไม่ต้องกลัวหาย

ต่อไปก็จะเป็นโซนห้องน้ำที่แบ่งฝั่งชาย-หญิงชัดเจน อีกทั้งมีห้องอาบน้ำภายในห้องน้ำมาเรียบร้อยเลย พอว่ายน้ำเสร็จแล้วก็มาอาบน้ำเปลี่ยนชุดได้สะดวก อีกทั้งมีห้องน้ำ Universal Design มาให้ใช้งานได้ด้วยนะคะ

เราจะพาไปดู โซนสระว่ายน้ำ กันต่อเลยนะคะ ซึ่งเราจะมีวิธีเดินมายังโซนสระว่ายน้ำนี้ทั้งหมด 3 ทางด้วยกัน ทำให้เราสามารถมานั่งเล่นหรือใช้งานสระว่ายน้ำได้ง่ายเลย โดยจะมีดังนี้

  • ชั้น 2 ของ Building C ให้เดินผ่าน The Cafe มายังบริเวณนี้
  • จากพื้นที่ส่วนกลางชั้น 3 ของ Building C ให้เดินลงบันไดวนที่เราเห็นในภาพนี้ลงมายังบริเวณนี้
  • บันไดจาก Green Club ตรง Building B ให้เดินขึ้นมายังโซนสระว่ายน้ำได้เลยนั่นเอง

Image 1/7
The Pool

The Pool

ทางโครงการออกแบบ The Pool เป็นสระว่ายน้ำระบบเกลือ ขนาด 25 x 5 เมตร ความยาวของสระนี้เท่ากับสระว่ายน้ำแบบ Half Olympics เลยนะ ทำให้มาว่ายน้ำออกกำลังกายได้จริงจัง นอกจากนั้นจะมี Jacuzzi อยู่โดยรอบให้มานั่งแช่น้ำผ่อนคลายกันได้ค่ะ ส่วนโดยรอบสระจะมีปลูกต้นไม้เล็ก-ใหญ่ สร้างบรรยากาศสดชื่น รวมถึงหากต้นไม้ใหญ่โตเต็มที่แล้วก็จะเกิดร่มเงาตรงสระว่ายน้ำ ทำให้มาว่ายน้ำได้นานขึ้นด้วย สำหรับพื้นที่อาบน้ำล้างตัวจะอยู่ด้านข้างสระว่ายน้ำนะคะ

Image 1/2
Social Bar

Social Bar

Social Bar ออกแบบเป็นพื้นที่ Sunken บริเวณตรงกลางสระว่ายน้ำ ทำให้เราสามารถมานั่งชิลหรือจัด Pool Party กับเพื่อนๆได้

ส่วน Reclining Pool เป็นพื้นที่นั่งเล่นริมสระน้ำด้วยนะคะ ทำให้เรามานั่งแช่เท้าและรับลมเย็นๆได้เลย ส่วนด้านข้างก็มีต้นไม้สีเขียว สร้างความรู้สึกผ่อนคลายได้ดี

Image 1/3
ทางเดินจากโซนสระว่ายน้ำเชื่อมไปยัง Green Club

ทางเดินจากโซนสระว่ายน้ำเชื่อมไปยัง Green Club

ทางโครงการออกแบบ ทางเดินยาวบริเวณด้านข้างสระว่ายน้ำ เพื่อเชื่อมไปยังบันไดของ  Green Club ตรง Building B อย่างที่เรามีบอกไปก่อนหน้านี้แล้วนะคะ ทำให้ลูกบ้านของ  Building A และ B ก็สามารถเดินขึ้นบันไดนี้มายังโซนสระว่ายน้ำได้สะดวก โดยไม่ต้องเดินอ้อมไปขึ้นลิฟต์ตรง Building C นั่นเอง

Image 1/2
บันไดวนเชื่อมจากโซนสระว่ายน้ำไปยังพื้นที่ส่วนกลางชั้น 3

บันไดวนเชื่อมจากโซนสระว่ายน้ำไปยังพื้นที่ส่วนกลางชั้น 3

จากโซนสระว่ายน้ำนี้จะมีออกแบบเป็น บันไดวนเชื่อมไปยังพื้นที่ส่วนกลางตรงชั้น 3 ด้วยนะ ทำให้ลูกบ้านใช้งานพื้นที่ส่วนกลางได้ต่อเนื่องกันดี ไม่ต้องเสียเวลาเดินอ้อมไปยังโถงลิฟต์และรอลิฟต์นาน

นอกจากนั้นในแง่ฟังก์ชันที่ออกแบบบันไดนี้เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ส่วนกลางชั้น 2-3 แล้ว ในแง่การดีไซน์ของบันไดวนก็คือสวยมากๆเลยค่ะ ด้วยฐานของบันไดที่เป็นวงกลม ยกสูงจากสระน้ำขึ้นมาจึงดูเหมือนลอยอยู่ ประกอบกับต้นไม้สีเขียวและสระน้ำทั้ง 2 ฝั่งเกิดความเป็นสมมาตร รวมถึงแสงแดดที่ส่องลงมาตรงกลางบันได ทำให้บันไดวนนี้ดูโดดเด่นเหมือนเป็น Sculpture ผลงานศิลปะชิ้นนึงเลยนะคะ

สำหรับการสร้างบรรยากาศและความรู้สึกผ่อนคลาย ผ่านการออกแบบเป็นพื้นที่สวน ปลูกต้นไม้เป็นวิวสีเขียวหรือสระว่ายน้ำที่มีสีฟ้าแล้ว ยังใช้พวกเส้นโค้งในการออกแบบก็ทำให้ได้ความรู้สึกอ่อนนุ่มด้วยค่ะ

ชั้น 3

 

เราพามายัง ชั้น 3 กันแล้วนะคะ โดยทางโครงการออกแบบชั้น 3 ของ Building A และ B เป็นห้องพักอาศัยทั้งหมด ส่วน Building C จะมีทั้งห้องพักอาศัยและพื้นที่ส่วนกลางที่เป็น Passive Facilites นั่งทำงานในบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวกว่าพื้นที่ส่วนกลางในชั้น 2 ดังนั้นใครที่ชอบมาใช้งานส่วนกลางบ่อยๆ แต่ก็อยากได้บรรยากาศภายในชั้นที่สงบ ไม่พลุกพล่านก็ลองมองเป็นห้องพักอาศัยในชั้น 3 นี้ได้ค่ะ

จาก โถงลิฟต์ชั้น 3 ก็จะเชื่อมไปยังโซนพื้นที่ส่วนกลางและโซนห้องพักอาศัยที่มีติดตั้งระบบ Face Scan เหมือนโถงลิฟต์ชั้น 2 ที่เราพาไปดูกันมาก่อนหน้านี้เลย

เมื่อเปิดประตูเข้ามายัง โซนพื้นที่ส่วนกลาง จะเจอกับโถงทางเดินที่เชื่อมไปยังพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆในชั้นนี้ โดยมี Conversation Lab (ห้องประชุม Meeting Room) และ Thinking Lab (พื้นที่นั่งทำงานแบบ Quiet Zone) อยู่ด้านข้างโถงทางเดินนี้นะคะ

Image 1/2
Conversation Lab

Conversation Lab

Conversation Lab จะเป็นห้องประชุมให้เรามานั่งประชุม ระดมความคิดกันได้ รวมถึงมีทีวีอยู่ด้านข้างให้ใช้นำเสนองานหรือฝึกพรีเซนต์งานได้ด้วยนะ

สำหรับ Thinking Lab (พื้นที่นั่งทำงานแบบ Quiet Zone) ก็อยู่ถัดจาก Conversation Lab เลยค่ะ

Image 1/8
Thinking Lab

Thinking Lab

Thinking Lab เป็นพื้นที่ Co-Working Space ให้เรามานั่งทำงาน อ่านหนังสือกันได้ โดยจะออกแบบเป็น Quiet Zone จึงเหมาะมานั่งทำงานแบบเงียบๆ ต้องการการโฟกัส โดยภายในห้องก็จะมีโต๊ะ-เก้าอี้ให้เราเลือกใช้งานได้ตามต้องการ รองรับทั้งคนที่มาใช้งานคนเดียวหรือนั่งเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ

การตกแต่งของพื้นที่ส่วนกลางในชั้นนี้จะเลือกใช้เป็นสีน้ำเงินที่เป็น 1 ในแม่สี (สีแดง เหลืองและน้ำเงิน) เพื่อสื่อถึงแรงบันดาลใจของโครงการที่มาจาก Bauhaus นั่นเอง นอกจากนั้นการเลือกใช้สีน้ำเงินก็จะได้ความรู้สึกสงบนิ่ง ผ่อนคลายเหมาะกับบรรยากาศของพื้นที่ส่วนกลางในชั้นนี้ที่เน้นการนั่งเล่น-นั่งทำงาน

เมื่อเราเดินตามโถงทางเดินที่เชื่อมมาจากโถงลิฟต์จะเจอกับพื้นที่ส่วนกลางอื่นในชั้นนี้นะคะ โดยจะออกแบบยกพื้นที่โซนนี้สูงขึ้นจากระดับพื้นของ Conversation Lab และ Thinking Lab

Image 1/4
Visual Space

Visual Space

Visual Space เป็นพื้นที่ฉายภาพจากจอโปรเจคเตอร์ ทำให้สามารถใช้เป็นพื้นที่พรีเซนต์งานหรือนั่งดูหนังร่วมกันหลายๆคนได้นะคะ โดยจะออกแบบเป็นเบาะโซฟายาวให้มานอนเล่นตรงนี้ได้เลย

Image 1/4
The Auditorium

The Auditorium

สำหรับ The Auditorium เป็นพื้นที่ Co-Sharing Space ขนาดใหญ่ที่สามารถมานั่งเล่น นั่งพักผ่อน โดยจะมีอยู่หลายจุด ไม่ว่าจะเป็นชุดโต๊ะ-เก้าอี้, ที่นั่งแบบบาร์ และมุมโซฟา ทำให้รองรับการใช้งานพร้อมกันหลายคนได้ โดยเฉพาะในช่วงสอบก็มีพื้นที่ให้น้องๆมานั่งติวหรืออ่านหนังสือพร้อมกับเพื่อนๆตรงบริเวณนี้ได้เลยนั่นเอง

ทางโครงการจะตกแต่ง The Auditorium ด้วยโทนสีขาว-เทาและเลือกเฟอร์นิเจอร์เป็นสีน้ำเงินเหมือนโซน Conversation Lab และ Thinking Lab ที่เราพาไปดูกันมาก่อนหน้านี้นะ รวมถึงเก้าอี้ก็จะมีความคลาสสิกด้วยสีดำและขาเก้าอี้ที่เป็นสเตนเลส

บริเวณด้านข้างของ The Auditorium จะมีประตูเปิดออกไปยัง จุดชมวิวสระว่ายน้ำ ด้วยค่ะ

Image 1/3
จุดชมวิวสระว่ายน้ำ

จุดชมวิวสระว่ายน้ำ

ทางโครงการมีออกแบบ จุดชมวิวสระว่ายน้ำ มาให้ด้วยนะคะ ทำให้เราสามารถมายืนชมวิวสระว่ายน้ำมุมสูงเหมือนที่เราเก็บภาพวิวจริงมาให้ชมกันด้านบนนี้เลย

Image 1/2
บันไดวนเชื่อมพื้นที่ส่วนกลางชั้น 2-3

บันไดวนเชื่อมพื้นที่ส่วนกลางชั้น 2-3

ทางโครงการออกแบบบริเวณตรงกลางของ The Auditorium เป็นผนังกระจกทรงกลมขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็น บันไดวนที่เชื่อมพื้นที่ส่วนกลางของชั้น 2-3 ที่เราได้พาไปดูกันมาก่อนหน้านี้แล้วนะ ทำให้เราเดินขึ้น-ลงไปพื้นที่ส่วนกลางทั้ง 2 ชั้นได้เลย

Image 1/4
Gallery Hall

Gallery Hall

Gallery Hall เป็นพื้นที่โถงทางเดินที่เราใช้เป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะได้ โดยจะออกแบบเชื่อมต่อจาก The Auditorium ไปยังพื้นที่นั่งเล่นอีกจุดนะคะ

จาก Gallery Hall จะออกแบบเป็น ทางเดิน เชื่อมไปยังพื้นที่นั่งเล่น, ห้องน้ำ Universal Design และ Expression Lab

Image 1/4
พื้นที่นั่งเล่น

พื้นที่นั่งเล่น

ทางโครงการออกแบบมี พื้นที่นั่งเล่น ให้ลูกบ้านมานั่งพักผ่อน พูดคุยกันตรงบริเวณนี้ได้อีกจุดนะคะ

ถัดเข้าไปด้านในสุดของโถงทางเดิน จะเป็น ห้องน้ำ Universal Design และ Expression Lab (ห้องสตูดิโอสำหรับสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ)

Image 1/4
Expression Lab

Expression Lab

 Expression Lab เป็นห้องสตูดิโอสำหรับสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ โดยภายในห้องจะมีอุปกรณ์จานสีและผ้าใบเตรียมไว้ให้ รวมถึงกั้นพื้นที่ส่วนนึงของห้องด้วยผ้าม่านสีใส ทำให้เราสาดสีสร้างสรรค์ผลงานได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องห้องเลอะสีเลย เพราะทางโครงการเลือกวัสดุตกแต่งห้องที่สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย นอกจากนั้นยังมีอ่างล้างมือให้เราล้างมือและอุปกรณ์ศิลปะได้สะดวกเลย อีกทั้งยังนำผลงานของเราไปจัดแสดงบริเวณ Gallery Hall ที่เป็นโถงทางเดินด้านนอกห้องที่เราพาไปดูกันมาเมื่อกี้ได้ด้วยค่ะ

ทางโครงการออกแบบมี ห้องน้ำ Universal Design ที่รองรับการใช้งานของคนทุกเพศทุกวัยมาให้ด้วยนะ ทำให้พื้นที่ส่วนกลางแทบทุกชั้นมีห้องน้ำให้ใช้งานทั้งหมดเลย

ชั้น 4

 

เรามาถึง ชั้น 4 กันแล้วนะคะ โดยพื้นที่ส่วนกลางของชั้น 4 จะมีเพียงฟังก์ชันเดียวเลยก็คือ Active Lab หรือห้อง Fitness ขนาดใหญ่อยู่ที่ Building C นั่นเอง ส่วนหลังคาของ Clubhouse ตรงกลางโครงการจะเป็นพื้นที่สวนสีเขียวแต่เราไม่สามารถขึ้นไปใช้งานได้นะคะ เป็นเพียงวิวสีเขียวให้กับห้องพักในชั้น 5 ขึ้นไปนั่นเอง

จาก โถงลิฟต์ชั้น 4 ของ Building C ก็สามารถมองเห็นด้านในของ Active Lab หรือห้อง Fitness ได้เลย ทำให้เวลาเราจะมาออกกำลังกายก็สามารถมองเห็นได้เลยว่ามีคนใช้งานอยู่เยอะมั้ย

Image 1/10
Active Lab

Active Lab

ทางโครงการออกแบบ Active Lab เป็นห้อง Fitness ขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายครบครันทั้ง Cardio และ Weight Training นอกจากนั้นยังมีจุดนั่งพักเหนื่อยและเครื่องกดน้ำภายในห้องให้เรามาดื่มน้ำได้ด้วย

แต่ตำแหน่งของ Active Lab จะถูกตัวอาคาร Clubhouse ตรงกลางโครงการบังวิว ทำให้เราไม่ได้วิวพื้นที่ส่วนกลางตรงกลางจากภายใน Active Lab ค่ะ แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าทางโครงการตั้งใจยกระดับของสวนสีเขียวตรงหลังคา Clubhouse ให้สูงขึ้นไปเป็นวิวสวนสีเขียวของห้องพักอาศัยตั้งแต่ชั้น 5 ขึ้นไปนั่นเอง

Image 1/3
โซนห้องน้ำภายใน Active Lab

โซนห้องน้ำภายใน Active Lab

สำหรับด้านในสุดของ Active Lab จะเป็น โซนห้องน้ำ ที่ออกแบบแบ่งฝั่งชาย-หญิง รวมถึงห้องน้ำแบบ Universal Design ด้วยนะ ทำให้หากใช้งานอยู่ภายใน Active Lab ก็มาเข้าห้องน้ำได้ง่ายๆ

ชั้น Rooftop

ทางโครงการมีออกแบบพื้นที่ส่วนกลางอยู่ ชั้น Rooftop ด้วยนะ โดยจะเป็น Sky Commune (พื้นที่สวนนั่งเล่นและสันทนาการ) อยู่ตรง Building A นั่นเอง ทำให้พื้นที่ส่วนกลางของ Building A ที่นอกจากจะมีอยู่ชั้น 1 แล้ว ยังมีอยู่ที่ชั้น Rooftop ด้วยนั่นเอง

เมื่อขึ้นมายังชั้น Rooftop ของ Building A จะมีประตูเปิดเชื่อมไปยัง Sky Commune (พื้นที่สวนนั่งเล่นและสันทนาการ)

Image 1/10
Sky Commune

Sky Commune

Sky Commune เป็นพื้นที่สวนนั่งเล่นและสันทนาการ ทำให้เรามานั่งเล่นพักผ่อนแบบกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติและรับลมเย็นๆได้ทั้งวันเลย โดยจะมีปลูกต้นไม้เล็ก-ใหญ่และจัดชุดโต๊ะ-เก้าอี้หลายจุด ทำให้ลูกบ้านของอาคารนี้และลูกบ้านของอาคารอื่นก็สามารถมาใช้งานได้ อีกทั้งยังเป็นลิฟต์แบบล็อกชั้นขึ้นมายัง Rooftop เลย ลูกบ้านของอาคารนี้จึงไม่เสียความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยนั่นเอง

แปลนชั้นพักอาศัย

ชั้นห้องพักอาศัยของโครงการ จะเริ่มที่ชั้น 2 เป็นต้นไป โดยชั้น Typical Floor Plan ของอาคาร A และ B จะเริ่มที่ชั้น 3-8 ส่วนอาคาร C ที่มีพื้นที่ส่วนกลางเยอะ ทำให้ชั้น Typical Floor Plan จะเริ่มที่ชั้น 5-8 ค่ะ ส่วนจำนวนยูนิตต่อชั้นอยู่ที่ 27-28 ยูนิต มีระบบในการเข้า-ออกอาคารเป็น Face Scan ส่วนระบบในการขึ้น-ลงอาคารจะเป็น Keycard Access

นอกจากนั้นพอทางโครงการเป็นคอนโด Low Rise ก็จะออกแบบให้ทั้ง 3 อาคารล้อมรอบพื้นที่ส่วนกลางตรงกลางโครงการ ทำให้ได้ห้องพักส่วนนึงของโครงการที่หันหน้าเข้ามาด้านในจะได้การันตีวิวสวยๆนั่นเอง โดยแต่ละอาคารก็จะได้วิวที่สวยงามแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความชอบและความต้องการของแต่ละคนนะคะ ส่วนตำแหน่งห้องที่น่าสนใจก็จะมีดังนี้

  1. กรอบสีน้ำเงิน : ห้องที่ได้วิวส่วนกลางแบบเต็มๆ สำหรับห้องทิศตะวันออกกับตะวันตกจะเป็นวิวพื้นที่ส่วนกลางเป็นแนวยาวค่ะ ส่วนห้องทิศเหนือกับใต้จะเป็นวิวด้านข้างแบบหน้ากว้าง
  2. กรอบสีแดง : ห้องราคาดี เปิดรับวิวส่วนกลาง เป็นตำแหน่งของห้องเริ่มต้นที่มีขนาดเล็กสุดของโครงการ จึงเหมาะกับคนที่มีงบจำกัด แต่ยังพอมองเห็นพื้นที่ส่วนกลางที่อยู่บริเวณตรงกลางโครงการได้บ้าง ถึงแม้จะไม่ได้มองเห็นพื้นที่ส่วนกลางตรงๆเหมือนกับห้องกรอบสีน้ำเงิน แต่ก็ทำให้เวลาคนอยู่บริเวณส่วนกลางก็จะมองไม่เห็นห้องเราแบบตรงๆเหมือนกัน จึงยังพอได้วิวส่วนกลางและยังได้ความเป็นส่วนตัวภายในห้องด้วย
  3. กรอบสีชมพู : ห้องที่ได้วิวส่วนกลาง + โถงทางเดิน Single load Corridor ทำให้ได้ทั้งวิวส่วนกลางสวยๆและความเป็นส่วนตัวนั่นเอง โดยจะมีเพียง 1 ยูนิตอยู่ที่ Building B ค่ะ
  4. กรอบสีส้ม : ห้องใหญ่ + โถงทางเดิน Single load Corridor เป็นตำแหน่งห้องใหญ่แบบหน้ากว้าง จึงเปิดรับวิวด้านหน้าโครงการได้เต็มที่ โดยในชั้นสูงๆก็จะได้ความเงียบสงบ และเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพราะอยู่สูงจากถนนหน้าโครงการที่มีรถขับผ่านไป-มา

Image 1/2
โถงลิฟต์ของชั้นพักอาศัย

โถงลิฟต์ของชั้นพักอาศัย

โถงทางเดินของชั้นพักอาศัยจะมีออกแบบช่องหน้าต่างตรงปลายสุดทางเดิน เพื่อช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาภายในอาคารไม่ให้ดูมืดทึบนั่นเอง

ส่วนชั้นพักอาศัยที่มีพื้นที่ส่วนกลางอยู่ในชั้นเดียวกัน จะออกแบบเป็นประตูกระจกกั้นระหว่างโถงลิฟต์และโซนห้องพัก พร้อมติดตั้งระบบ Face Scan เพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวให้กับลูกบ้านในชั้นนั้นๆ ซึ่งเราได้พาไปดูกันมาก่อนหน้านี้แล้วนะคะ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • ชั้น 1
    – Commune Hall (Lobby แยกแต่ละอาคาร)
    – Conversation Lab (ห้องประชุม)
    – Green Club (พื้นที่สวนสีเขียว)
  • ชั้น 2
    – The Pool (สระว่ายน้ำระบบเกลือ ขนาด 25 x 5 เมตร)
    – Social Bar (พื้นที่ Sunken กลางสระว่ายน้ำ)
    – Reclining Pool (พื้นที่นั่งเล่นริมสระน้ำ)
    – The Cafe (พื้นที่นั่งทำงาน และทานกาแฟได้ Eat and Learn)
    – Play Lab (พื้นที่สันทนาการ/เล่นเกม)
    – Relax Space (พื้นที่นั่งเล่น)
  • ชั้น 3
    – The Auditorium (พื้นที่ Co-Sharing Space)
    – Conversation Lab (ห้องประชุม Meeting Room)
    – Thinking Lab (พื้นที่นั่งทำงานแบบ Quiet Zone)
    – Expression Lab (ห้องสตูดิโอสำหรับสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ)
    – Gallery Hall (พื้นที่โถงทางเดินแสดงงานศิลปะ)
    – Visual Space (พื้นที่ฉายภาพจากจอโปรเจคเตอร์)
  • ชั้น 4
    – Active Lab (ห้องออกกำลังกาย)
  • Rooftop
    – Sky Commune (พื้นที่สวนนั่งเล่นและสันทนาการ)
  • พื้นที่สีเขียวทั้งโครงการรวมประมาณ 1,800 ตร.ม.
  • Shuttle Service รับ-ส่งจากโครงการไป BTS สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • EV Charger 3 จุด บริเวณอาคาร C
  • ลิฟต์โดยสาร 2 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 94 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก A 97 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก B 93 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก C 78 : 1
  • ที่จอดรถประมาณ 270 คัน คิดเป็น 48% (รวม Automatic Parking 78 คัน/ จอดซ้อนคัน / EV Parking 3 คัน)
  • ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ
    – รูปแบบประตูทางเข้า-ออกโครงการ (รถยนต์) : รั้วไม้กระดก
    – ระบบในการเข้า-ออก (รถยนต์) : Bluetooth ระยะไกล / สติกเกอร์
    – ระบบในการเข้า-ออก (เดินเข้า-ออกอาคาร) : Face Scan
    – ระบบในการเข้า-ออก (เดินขึ้น-ลงอาคาร) : Keycard Access
    – CCTV ส่วนกลาง
    – เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง
    – รั้วรอบโครงการ : รั้วทึบสูง 3 เมตร

แบบห้อง

Highlight

  • เน้นห้องเล็ก อยู่ 1-2 คน แต่ก็มี 1 Bedroom Plus และ 2 Bedroom รองรับครอบครัวขนาดเล็กได้ด้วย
  • แบบห้องเยอะถึง 10 แบบ ตอบโจทย์ได้ทุกไลฟ์สไตล์
  • ห้องส่วนใหญ่ได้ห้องครัวปิดและ Walk-in Closet ทำให้ได้ฟังก์ชันภายในห้องที่ลงตัวดี
  • ขายแบบ Fully Furnished ให้เฟอร์นิเจอร์มาครบแบบไม่ต้องเสียเวลาแต่งห้องเอง แถมติดตั้งเครื่องปรับอากาศมาให้ทั้ง Common Area และห้องนอน ประหยัดเงินไปได้เยอะ

โครงการ Chapter One More Kaset ออกแบบเน้นห้องขนาดเล็กแบบอยู่ได้ 1-2 คนสบายๆ มีรูปแบบห้องพักอาศัยอยู่ 3 แบบ ได้แก่ 1 Bedroom, 1 Bedroom Plus และ 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 22.50-53.60 ตร.ม. โดยมีแบบห้องให้เลือกมากถึง 10 แบบ จึงเลือกได้ตรงตามไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยและมีจุดเด่นที่จัดฟังก์ชันลงตัวดี แบบห้องส่วนใหญ่จะได้ครัวปิดและมี Walk-in Closet เป็นสัดส่วน อีกทั้งตกแต่งแบบ Fully Furnished ซื้อของเพิ่มอีกนิดหน่อยก็เข้าอยู่ได้เลย

  • 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 22.50 – 31.60 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus พื้นที่ใช้สอย 32.90 – 34.90 ตร.ม.
  • 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 53.60 ตร.ม.

สำหรับห้อง 1 Bedroom Type A และ B ได้ Sold Out เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ ทำให้ปัจจุบันมีแบบห้องตั้งแต่  1 Bedroom (Type C) พื้นที่ใช้สอย 28 ตร.ม. เป็นต้นไปให้เลือกซื้อได้ โดยจะมีราคาเร่ิมต้นอยู่ที่ 2.79 ล้านบาท

Image 1/10
1 Bedroom (Type A)

1 Bedroom (Type A)

ทางโครงการได้ตกแต่งห้องแบบ Fully Furnished ได้แก่ ตู้รองเท้า, ชั้นวางทีวี, โซฟา, โต๊ะรับประทานอาหาร-เก้าอี้, ชุดเคาน์เตอร์ครัว, ฐานเตียงนอน 5 ฟุต มีช่องเก็บของด้านล่างและตู้เสื้อผ้า แต่เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นจะมีดีไซน์และจำนวนชิ้นแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแบบห้องนะคะ ทำให้เราซื้อเฟอร์นิเจอร์เพิ่มเติมอีกนิดหน่อยก็เข้าอยู่ได้เลย

วัสดุภายในห้อง
– พื้นห้อง : SPC ลายไม้ หนา 4 มม.
– พื้นระเบียง : กระเบื้องเซรามิก ขนาด 30×30 เซนติเมตร
– ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.55 เมตร
– ผนังห้องฉาบเรียบทาสีขาว
– ไฟดาวน์ไลท์
– วัสดุกรอบบานหน้าต่าง : กรอบบานอลูมิเนียม
– กระจก : กระจก Euro Gray ที่ช่วยป้องกันรังสี UV และความร้อน
– เครื่องปรับอากาศแบบ Wall Type ขนาด 9,000-12,000 BTU จำนวน 1-3 ตัว จาก DAIKIN ติดตั้งบริเวณพื้นที่นั่งเล่นและห้องนอนทุกห้อง (จำนวนชิ้นขึ้นอยู่กับแบบห้อง)
– Digital Door Lock จาก SecureOn รองรับ 4 ระบบ ได้แก่ Fingerprint, Password, Card และ Key

วัสดุห้องครัว
– พื้นห้องครัว : กระเบื้องแกรนิตโต้ ขนาด 60×60 เซนติเมตร
– เคาน์เตอร์ครัว Top Counter เป็นหินสังเคราะห์ พร้อม Built-in ชั้นวางของด้านบน-ล่าง
– Backsplash : กระเบื้องเซรามิก
– อ่างล้างจาน, Hob และ Hood จาก HAFELE

วัสดุห้องน้ำ
– พื้นห้องน้ำ : กระเบื้องเซรามิก ขนาด 60×60 เซนติเมตร
– สุขภัณฑ์ในห้องน้ำ (ก๊อกน้ำ อ่างล้างมือ โถสุขภัณฑ์และฝักบัว) จาก COTTO

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ

วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกที่ 1 Bedroom (Type C) และ 2 Bedroom (Type J) รวมถึงเก็บภาพบรรยากาศของ 1 Bedroom Plus (Type  I) มาให้ชมกันด้วย นอกจากนั้นยังมีภาพบรรยากาศของห้องตัวอย่าง 1 Bedroom (Type A และ B) และ 1 Bedroom Plus (Type  H) ที่ทาง Think of Living ได้ไปเจาะลึกกันมาตั้งแต่ตอนเปิด Sales Gallery ของโครงการด้วยนะคะ  ทำให้ทุกคนจะได้เห็นภาพบรรยากาศของห้องพักอาศัยทั้งหมด 6 แบบจากทั้งหมด 10 แบบเลยค่ะ


2 Bedroom (Type J) พื้นที่ใช้สอย 53.69 ตร.ม.

ห้องตัวอย่างห้องแรกที่เราพามาดูกันจะเป็น 2 Bedroom แบบเดียวของโครงการ ได้แก่ 2 Bedroom (Type J) พื้นที่ใช้สอย 53.69 ตร.ม. ทำให้เหมาะกับครอบครัวขนาดเล็กอยู่กัน 2-3 คนนั่นเอง แน่นอนว่าจุดเด่นก็คือ “2 ห้องนอนและ 2 ห้องน้ำ” จึงอยู่อาศัยได้สบาย นอกจากนั้นยังได้เป็นห้องหน้ากว้างที่เปิดรับวิวพื้นที่ส่วนกลางตรงกลางโครงการด้วย ทำให้การันตีว่าจะได้วิวสวยๆเลยนั่นเอง

  • ห้องหน้ากว้าง ฟังก์ชันพักผ่อนทุกห้องเปิดรับแสงธรรมชาติและลมได้ดี
  • โซน Service อยู่ด้านหน้าห้อง ทำให้พื้นที่พักผ่อนอยู่ด้านใน ได้ความเงียบสงบ เป็นส่วนตัว
  • ห้องครัวแบบปิด ทำอาหารจริงจังได้
  • 2 ห้องนอน รองรับครอบครัวขนาดเล็กได้
  • 2 ห้องน้ำ ใช้งานได้ง่าย เดินไปใช้งานได้ใกล้ๆหรือห้องนอนมีห้องน้ำในตัว
  • ระเบียงอยู่ติด Common Area ทุกคนมาใช้งานได้ ส่วน Condensing Unit แขวนไว้ด้านข้าง มีพื้นที่ตั้งเครื่องซักผ้า-ตากผ้า

Image 1/2
ประตูห้องพักอาศัย

ประตูห้องพักอาศัย

เรามาเริ่มกันที่ ประตูห้องพักอาศัย กันเลย โดยบานประตูห้องจะได้หน้าตาแบบนี้ พร้อมติดตั้ง Digital Door Lock จาก SecureOn มาให้ทุกยูนิต สามารถรองรับได้ 4 ระบบทั้ง Fingerprint, Password, Card และ Key จึงใช้งานได้สะดวกดี จะแตะ Keycard หรือกด Password ก็เข้าห้องได้ง่าย นอกจากนั้นยังออกแบบพื้นกั้นสูงขึ้นมา เพื่อป้องกันเศษสิ่งสกปรกหรือฝุ่นต่างๆจากโถงทางเดินไม่ให้ลอยเข้าไปในห้องด้วยค่ะ

Image 1/4
ห้องครัวแบบปิด

ห้องครัวแบบปิด

เมื่อเข้ามาภายในห้องจะเจอกับ ห้องครัวแบบปิด มีข้อดีที่ช่วยป้องกันกลิ่น-ควันจากการทำอาหารไม่ให้ลอยเข้าไปติดเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง จึงทำอาหารได้จริงจัง โดยมีขนาดห้องอยู่ที่ 1.75×3.20 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ ขนาด 60×60 เซนติเมตร สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย โดยภายในห้องครัวนี้จะมี Built-in เคาน์เตอร์ครัวมาให้อยู่ฝั่งนึงของห้อง ส่วนพื้นที่อีกฝั่งก็สามารถ Built-in ตู้เก็บของและเว้นพื้นที่สำหรับตั้งตู้เย็นเหมือนห้องตัวอย่างได้เลยนะคะ

พอทางโครงการออกแบบห้องครัวอยู่ด้านหน้าห้องแบบนี้ก็จะเป็นเหมือน Buffer Zone ป้องกันเสียงดังจากโถงทางเดินไม่ให้รบกวนการพักผ่อนภายในห้อง ทำให้เราได้ความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวมากขึ้นนั่นเอง

Image 1/3
เคาน์เตอร์ครัว

เคาน์เตอร์ครัว

ทางโครงการติดตั้งชุดเคาน์เตอร์ครัวหน้าตาแบบนี้มาให้เรียบร้อยเลยนะคะ โดยจะมี Top Counter เป็นหินสังเคราะห์ พร้อม Built-in ชั้นวางของด้านบน-ล่าง ช่วยให้เก็บของได้เยอะ อีกทั้งมีพื้นที่บนเคาน์เตอร์กว้าง จึงวางของและเตรียมอาหารได้ง่าย พร้อมติดตั้งอ่างล้างจาน, Hob และ Hood จาก HAFELE แถมมี Backsplash เป็นกระเบื้องเซรามิกบริเวณผนังด้านหลังเคาน์เตอร์ ช่วยให้เช็ดทำความสะอาดได้ง่ายและผนังไม่เป็นรอยคราบสกปรกจากการทำอาหาร

นอกจากนั้นเรายังชอบที่ทางโครงการเลือก Hood ที่ต่อท่อดูดควันไปสู่ภายนอก ทำให้สามารถดูดซับควันได้เต็มที่ ไม่ต้องมาเสียเวลาเปลี่ยนไส้กรองเครื่องดูดควันด้วยค่ะ

ทางโครงการได้ติดตั้งเป็นประตูกระจกบานเลื่อน 3 ตอน เพื่อแบ่งแยกโซนห้องครัวและ Common Area ด้วยนะคะ หากเราไม่ได้ใช้งานครัวก็สามารถเปิดประตู เพื่อให้ได้พื้นที่กว้างๆแบบนี้ได้เลยนั่นเอง

Image 1/4
Common Area

Common Area

Common Area ออกแบบเป็น Open Plan เชื่อมพื้นที่นั่งเล่นและรับประทานอาหารเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ 3.00×3.80 เมตร ทำให้ได้บรรยากาศภายในห้องที่โปร่งสบาย ใช้งานได้ต่อเนื่องและสามารถจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ยืดหยุ่นตามการใช้งาน หรือเราจะตกแต่งเหมือนห้องตัวอย่างก็ได้เหมือนกัน

ส่วนวัสดุปูพื้นเลือกใช้เป็น SPC ลายไม้ หนา 4 มม. ทำให้ได้บรรยากาศภายในห้องที่อบอุ่น เหมาะแก่การพักผ่อน อีกทั้งยังทนทานต่อรอยขีดข่วนและความชื้นได้ดี สำหรับผนังห้องจะฉาบเรียบทาสีขาว พร้อมติดตั้งไฟดาวน์ไลท์ ส่วนวัสดุกรอบบานหน้าต่างเป็นกรอบบานอลูมิเนียม และกระจก Euro Gray ที่ช่วยป้องกันรังสี UV และความร้อน สำหรับความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.55 เมตร

ทางโครงการได้ติดตั้ง เครื่องปรับอากาศ แบบ Wall Type ขนาด 9,000-12,000 BTU จาก DAIKIN บริเวณพื้นที่นั่งเล่นและห้องนอนทุกห้องมาให้ด้วยนะคะ โดยจำนวนชิ้นจะขึ้นอยู่กับแบบห้อง อย่างห้องนี้ที่เป็น 2 Bedroom ก็จะได้เครื่องปรับอากาศทั้งหมด 3 เครื่องเลยค่ะ ทำให้เราประหยัดงบเครื่องใช้ไฟฟ้าไปหลักหมื่นเหมือนกันนะ

Image 1/3
พื้นที่นั่งเล่น

พื้นที่นั่งเล่น

พื้นที่นั่งเล่น มีขนาดอยู่ที่ 2.30×3.00 เมตร ซึ่งทางโครงการจะแถมชั้นวางทีวีและโซฟามาให้ด้วยนะ แต่ไม่ได้หน้าตาเหมือนห้องตัวอย่างนี้นะคะ เพราะเฟอร์นิเจอร์ในห้องนี้เป็นแค่การตกแต่งให้ดูเป็นไอเดียเท่านั้น เราสามารถดูเฟอร์นิเจอร์ที่แถมมากับห้องตามภาพของ Furniture Package ได้เลย นอกจากนั้นเรายังตั้งโต๊ะเล็กๆตรงกลางได้ มีพื้นที่เหลือให้เราสามารถเดินผ่านเข้า-ออกได้สะดวกค่ะ

ถัดจากพื้นที่นั่งเล่นจะเป็น พื้นที่รับประทานอาหาร มีขนาดประมาณ 1.45×3.00 เมตร ซึ่งจะวางโต๊ะและเก้าอี้นั่งรับประทานอาหารที่ทางโครงการแถมมาให้ได้พอดีเลย แต่จะไม่ได้หน้าตาเหมือนห้องตัวอย่างนะ แต่เราก็ใช้เป็นไอเดียในการตกแต่งเพิ่มเติมได้อย่างเช่นตั้งเป็นโซฟาเล็กๆด้านใน ก็ทำให้ได้พื้นที่นั่งเพิ่มขึ้นนั่นเอง

จาก Common Area จะมี ประตูกระจกบานเลื่อน 2 ตอน เปิดออกไปยังระเบียงนั่นเอง ทำให้สามารถดึงแสงธรรมชาติจากด้านนอกเข้ามาภายในห้องดูสว่าง อีกทั้งยังเปิดระบายอากาศและรับลมได้ด้วย โดยส่วนตัวแล้วเราชอบที่ระเบียงอยู่ติดกับ Common Area ที่เป็นพื้นที่ส่วนรวม ทำให้ทุกคนสามารถมาใช้งานตรงระเบียงได้นั่นเอง

Image 1/2
ระเบียง

ระเบียง

ระเบียง มีขนาดประมาณ 0.75×3.00 เมตร ปูพื้นกระเบื้องเซรามิก ขนาด 30×30 เซนติเมตร ที่ทำความสะอาดได้ง่าย โดยทางโครงการจะติดตั้ง Condensing Unit ไว้ฝั่งนึงของระเบียง พร้อมระแนงพรางสายตาจากด้านนอก ทำให้ดูเรียบร้อย สะอาดตาดี ส่วนพื้นที่ที่เหลือก็สามารถวางราวตากผ้าได้ หรือจะตั้งกระถางต้นไม้แนวยาวเพื่อเป็นวิวสีเขียวและมุมพักสายตาให้กับ Common Area ก็ดีเหมือนกัน

Image 1/2
วิวพื้นที่ส่วนกลางจากระเบียงห้องพัก

วิวพื้นที่ส่วนกลางจากระเบียงห้องพัก

อย่างที่เราได้เกริ่นไปแล้วนะคะว่าตำแหน่งของ 2 Bedroom ทุกยูนิตจะหันเข้าด้านในโครงการ จึงทำให้ได้วิวพื้นที่ส่วนกลางสวยๆแบบนี้จากระเบียงห้องพักเลยนั่นเอง

ต่อมาเราไปดูอีกฝั่งของห้องกัน โดยจะเป็นโถงทางเดินกว้างประมาณ 1.20 เมตร เชื่อมจาก Common Area ไปยังห้องนอน 2 ห้องและห้องน้ำ รวมถึงด้านข้างของโถงทางเดินจะมีตู้รองเท้าที่ทางโครงการ Built-in มาให้ด้วย

ทางโครงการ Built-in ตู้รองเท้ามาให้หน้าตาแบบนี้เลยนะ โดยออกแบบมีชั้นวางของอยู่ด้านบนให้เราวางพวกบัตร กระเป๋าหรือหมวกที่หยิบใช้บ่อยๆได้ หากจะวางพวกของสะสมอย่าง Art Toy ก็ได้เหมือนกัน ส่วนด้านล่างตู้จะมีบานปิดใช้เป็นพื้นที่เก็บรองเท้าค่ะ

สำหรับบานประตูของห้องนอนจะได้เป็นบานลายไม้สีเข้มเหมือนกับภาพฝั่งซ้ายนะคะ ส่วนประตูของห้องน้ำจะได้หน้าตาเหมือนภาพด้านขวาเลยค่ะ โดยประตูภายในห้องทั้งหมดก็จะมีมือจับเป็นก้านโยกที่เปิดประตูได้ง่ายกว่ามือจับแบบลูกบิดด้วยนะ

Image 1/4
ห้องนอนรอง

ห้องนอนรอง

ห้องนอนรอง มีขนาด 2.50×3.30 เมตร สามารถตกแต่งเหมือนห้องตัวอย่างได้เลยนะคะ โดยวางเตียง 3.5 ฟุต พร้อมแขวนทีวีตรงปลายเตียง ส่วนด้านข้างก็มีพื้นที่ตั้งโต๊ะอ่านหนังสือและตู้เสื้อผ้า เราจึงยืนเลือกเสื้อผ้า-แต่งตัวได้สะดวกค่ะ

Image 1/3
ฐานเตียงนอน พร้อมลิ้นชักด้านล่าง

ฐานเตียงนอน พร้อมลิ้นชักด้านล่าง

ทางโครงการจะแถมฐานเตียงนอน พร้อมลิ้นชักด้านล่างให้เก็บพวกถุงเท้า หมวก หรือพวกของกระจุกกระจิกได้นะคะ นอกจากนั้นยัง Built-in ตู้เสื้อผ้ามาให้เรียบร้อยเหมือนห้องตัวอย่างเลย ภายในตู้ก็มีราวแขวนและชั้นวางให้เราเก็บเสื้อผ้าได้ประมาณนึง ส่วนด้านบนตู้ก็จะมีช่องสำหรับเก็บของชิ้นใหญ่ได้ด้วย

Image 1/6
ห้องน้ำ

ห้องน้ำ

สำหรับ ห้องน้ำ นี้จะอยู่บริเวณตรงกลางห้องเลยนะ รองรับการใช้งานบริเวณ Common Area และห้องนอนรอง โดยมีขนาด 1.65×2.40 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องเซรามิก ขนาด 60×60 เซนติเมตร พร้อมออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียกไว้ชัดเจน

ส่วนสุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งก๊อกน้ำ, อ่างล้างมือ, โถสุขภัณฑ์และฝักบัวเลือกใช้จาก COTTO และมีหน้าตาเหมือนห้องตัวอย่างเลยนะคะ ส่วนตัวเราชอบที่มีพื้นที่ด้านบนเคาน์เตอร์กว้างดี ทำให้วางอุปกรณ์ของใช้ในห้องน้ำหรือของตกแต่งได้เยอะเลย

สำหรับพื้นที่อาบน้ำมีความกว้างประมาณ 0.80 เมตร พร้อมเจาะช่องตรงผนังด้านข้างมาให้วางอุปกรณ์อาบน้ำและติดตั้งฉากกั้นกระจกอาบน้ำมาเรียบร้อย จึงช่วยป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นไปเลอะบริเวณอื่น นอกจากนั้นด้วยตำแหน่งของห้องน้ำที่อยู่บริเวณตรงกลางห้องจึงมีติดตั้งพัดลมดูดอากาศในการระบายอากาศและความชื้นในห้องน้ำค่ะ

Image 1/5
Master Bedroom

Master Bedroom

Master Bedroom จะมีขนาด 2.50×4.90 เมตร สามารถวางเตียง 5 ฟุตได้ ส่วนด้านข้างจะมีพื้นที่ตั้งโต๊ะแต่งหน้าหรือโต๊ะทำงานเล็กๆ รวมถึงตู้เสื้อผ้าที่ทางโครงการ Built-in ให้ด้วย นอกจากนั้นตรงผนังห้องก็สามารถติดตั้งเป็นชั้นวางของเล็กๆหรือราวแขวนเสื้อ-กระเป๋าเหมือนห้องตัวอย่าง ทำให้เราใช้ประโยชน์พื้นที่ตรงนี้ได้เต็มที่ดีค่ะ ส่วน Master Bathroom จะอยู่ถัดจากพื้นที่แต่งตัวนะ

Image 1/3
ฐานเตียง 5 ฟุต พร้อมลิ้นชักด้านล่าง

ฐานเตียง 5 ฟุต พร้อมลิ้นชักด้านล่าง

ทางโครงการได้แถมฐานเตียง 5 ฟุต พร้อมลิ้นชักด้านล่างมาให้ เราจึงมีพื้นที่เก็บของกระจุกกระจิกเพิ่มขึ้น ส่วนตู้เสื้อผ้าที่ทางโครงการ Built-in มาให้ก็จะมีหน้าตาเหมือนห้องตัวอย่างเลยค่ะ ทำให้เก็บเสื้อผ้าได้เป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนด้านบนตู้ก็มีช่องเก็บพวกกระเป๋าใบใหญ่ๆอย่างกระเป๋าเดินทางได้ด้วยค่ะ

ทางโครงการได้ตกแต่งห้องตัวอย่างในโทนสีส้ม-น้ำตาลจึงทำให้ได้บรรยากาศภายในห้องที่อบอุ่นและผ่อนคลายดี ก็ถือเป็นไอเดียให้เรานำไปปรับใช้กันได้นะคะ

Image 1/7
Master Bathroom

Master Bathroom

Master Bathroom จะมีขนาด 1.50×2.65 เมตร ที่มีการออกแบบคล้ายๆกับห้องน้ำก่อนหน้านี้เลยทั้งออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียกเป็นสัดส่วน ปูพื้นเป็นกระเบื้องเซรามิก ขนาด 60×60 เซนติเมตร พร้อมติดตั้งสุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดจาก COTTO นอกจากนั้นยังมีตู้เก็บของด้านล่างอ่างล้างมีอ จึงใช้เพื่อเก็บอุปกรณ์ของใช้ในห้องน้ำได้ รวมถึงมีพัดลมดูดอากาศ ช่วยระบายอากาศและความชื้นในห้องน้ำ

ส่วนพื้นที่อาบน้ำมีความกว้างประมาณ 0.90 เมตร พร้อมเจาะช่องตรงผนังด้านข้างเพื่อวางของต่างๆ รวมถึงทางโครงการได้ติดตั้งฉากกั้นกระจกอาบน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นไปเลอะบริเวณอื่นด้วยค่ะ

 

1 Bedroom (Type C) พื้นที่ใช้สอย 28.6 ตร.ม.

ต่อมาเราพามาดู 1 Bedroom (Type C) พื้นที่ใช้สอย 28.6 ตร.ม. กันต่อ สำหรับแบบห้องนี้มีจุดเด่นที่ “Common Area ขนาดใหญ่” ทำให้เหมาะกับคนที่ชอบพักผ่อนอยู่ภายในห้อง เพราะสามารถนั่งเล่น นั่งทำงานภายในห้องได้สบายๆ ไม่อึดอัด โดยตำแหน่งของห้องนี้จะอยู่ที่ Building A และ B และหันออกนอกอาคารทั้งหมด แต่ก็มีตำแหน่งห้องที่ติดเพื่อนบ้านด้านเดียวหลายตำแหน่งให้เลือกเหมือนกัน หากใครอยากได้ความเป็นส่วนตัวหน่อยก็สามารถดูตำแหน่งพวกนี้ได้นะคะ

  • Common Area ขนาดใหญ่ เชื่อมต่อพื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหารให้ใช้งานได้ต่อเนื่องกัน
  • ห้องครัวแบบปิด ยืนทำอาหารได้สบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่น-ควันจากการทำอาหาร
  • ห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว จึงเข้าใช้งานได้ง่าย
  • Walk-in Closet เป็นสัดส่วน จึงเก็บเสื้อผ้าได้เป็นระเบียบ
  • ระเบียงส่วนตัวในห้องนอน แขวน Condensing Unit ไว้ด้านบน มีพื้นที่ด้านล่างทำเป็นมุมต้นไม้ ตั้งเครื่องซักผ้า-ราวตากผ้า

Image 1/2
ประตูห้องพักอาศัย

ประตูห้องพักอาศัย

ทางโครงการจะติดตั้ง Digital Door Lock จาก SecureOn ตรง ประตูห้องพักอาศัย ทุกห้อง ทำให้เราใช้งานได้ง่ายดี เพราะรองรับ 4 ระบบ ได้แก่ Fingerprint, Password, Card และ Key พร้อมออกแบบกั้นพื้นสูงขึ้นมา ป้องกันไม่ให้เศษหรือฝุ่นต่างๆจากโถงทางเดินลอยพัดเข้ามาภายในห้อง

เมื่อเข้ามาภายในห้องจะเจอกับ ห้องครัวแบบปิด อยู่ด้านหน้าห้องเลยนะคะ

Image 1/6
ห้องครัวแบบปิด

ห้องครัวแบบปิด

ทางโครงการออกแบบ ห้องครัวแบบปิด ทำให้เราสามารถทำอาหารได้จริงจัง เพราะมีการกั้นประตูกระจกบานเลื่อน ช่วยป้องกันไม่ให้กลิ่นหรือควันจากการทำอาหารลอยไปติดเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องนั่นเอง

ภายในห้องจะมีขนาด 1.80×1.85 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ ขนาด 60×60 เซนติเมตร พร้อมเคาน์เตอร์ครัวเป็นตัว L ที่ทางโครงการ Built-in มาให้ พร้อม Top Counter เป็นหินสังเคราะห์และชั้นวางของทั้งด้านบน-ล่างสำหรับเก็บอุปกรณ์เครื่องครัวหรือวัตถุดิบการทำอาหารต่างๆ นอกจากนั้นได้ติดตั้งอ่างล้างจาน, Hob และ Hood ที่ต่อท่อดูดควันไปสู่ภายนอกจาก HAFELE รวมถึงมี Backsplash เป็นกระเบื้องเซรามิก ทำให้เราเช็ดทำความสะอาดคราบสกปรกจากการทำอาหารได้ง่าย

ส่วนตัวเราชอบที่ทางโครงการเลือกใช้ประตูห้องครัวเป็นประตูกระจกบานเลื่อนนะ เพราะนอกจากจะทำให้ปิด-ปิดประตูได้ง่ายและตัวบานประตูก็ไม่กินพื้นที่โดยรอบแล้ว ยังได้ความโปร่งโล่งและช่วยดึงแสงสว่างจาก Common Area เข้าไปในห้องครัวดูสว่างมากขึ้นด้วย

Image 1/2
Common Area

Common Area

Highlight ของห้องนี้ก็คือ Common Area ขนาดใหญ่ 2.60×4.30 เมตร เชื่อมพื้นที่นั่งเล่นและรับประทานอาหาร ซึ่งการออกแบบ Open Plan แบบนี้จะมีข้อดีอย่างบรรยากาศภายในห้องโปร่งโล่ง สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องและจัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ตามการใช้งานนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีพื้นที่เหลือให้ทำเป็นมุมโต๊ะทำงานได้

สำหรับวัสดุปูพื้นจะเป็น SPC ลายไม้ หนา 4 มม. ที่นอกจากจะสร้างบรรยากาศเหมาะแก่การพักผ่อนแล้ว ยังมีคุณสมบัติที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนและความชื้นได้ด้วย ทำให้เราใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น ส่วนผนังห้องจะฉาบเรียบทาสีขาว พร้อมติดตั้งไฟดาวน์ไลท์ มีวัสดุกรอบบานหน้าต่างเป็นกรอบบานอลูมิเนียม, กระจก Euro Gray ที่ช่วยป้องกันรังสี UV และความร้อน ส่วนความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ที่ 2.55 เมตร

นอกจากนั้นได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบ Wall Type ขนาด 9,000-12,000 BTU จาก DAIKIN บริเวณพื้นที่นั่งเล่นและห้องนอนทุกห้องมาให้ด้วยนะคะ โดยจำนวนชิ้นจะขึ้นอยู่กับแบบห้องค่ะ

จริงๆแล้วเราสามารถซื้อพวกของตกแต่งห้องแบบเล็กๆน้อยๆมาเสริมบรรยากาศภายในห้องให้น่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้นได้นะคะ โดยเฉพาะพวกกระถางต้นไม้เล็กๆก็ทำให้ได้ความรู้สึกสดชื่นดี หากใครไม่อยากดูแลเยอะก็สามารถเลือกเป็นต้นไม้ปลอมก็ได้เหมือนกัน

Image 1/3
พื้นที่นั่งเล่น

พื้นที่นั่งเล่น

พื้นที่นั่งเล่น จะมีขนาด 2.35×2.60 เมตร สามารถวางโซฟา, ชั้นวางทีวีและโต๊ะกลางเล็กๆได้สบายๆเลย มีพื้นที่เดินผ่านไป-มาได้ ส่วนระยะดูทีวีจะอยู่ที่ 2.05 เมตร จึงวางทีวี 40 นิ้วได้ค่ะ

Image 1/3
ตู้รองเท้า

ตู้รองเท้า

ทางโครงการจะมีตู้รองเท้า ชั้นวางทีวีและโซฟามาให้หน้าตาเหมือนห้องตัวอย่างเลยนะ จึงช่วยเราประหยัดเงินค่าตกแต่งไปได้ประมาณนึงเลยค่ะ นอกจากนั้นเราชอบที่มีช่องเก็บของเยอะดี จึงแก้ปัญหาของชาวคอนโดที่มีพื้นที่เก็บของไม่พอได้นั่นเอง

พื้นที่นั่งรับประทานอาหาร มีขนาด 1.95×2.60 เมตร จะอยู่ถัดจากพื้นที่นั่งเล่น โดยเราจะได้โต๊ะและเก้าอี้ 2 ตัวเหมือนห้องตัวอย่างเลยค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วเราก็สามารถหาเก้าอี้มาเสริมเพิ่มได้อีกนะคะ เอาไว้รองรับเวลาที่คุณพ่อ คุณแม่มาเยี่ยมและนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน

ทางโครงการออกแบบ ประตูกระจกบานเลื่อน 3 ตอน เพื่อกั้นแบ่งพื้นที่ระหว่าง Common Area และห้องนอน หากเราอยากได้ความเป็นส่วนตัวภายในห้องนอนก็สามารถติดผ้าม่านเพิ่มได้ ทำให้เวลามีแขกมานั่งเล่นตรง Common Area เราก็เลื่อนผ้าม่านปิดบริเวณห้องนอนค่ะ

Image 1/5
ห้องนอน

ห้องนอน

ห้องนอน จะมีขนาดประมาณ 2.50×2.60 เมตร โดยทางโครงการจะมีฐานเตียงนอน 5 ฟุตที่มีลิ้นชักเก็บของด้านล่างและตู้เสื้อผ้ามาให้นะคะ เราจึงซื้อพวกชุดเครื่องนอนเพิ่มเติมก็อยู่อาศัยได้เลย

Image 1/3
Walk-in Closet

Walk-in Closet

ถัดจากพื้นที่เตียงนอนจะมีช่องทางเดินจากพื้นที่เตียงนอนเชื่อมต่อไปยัง Walk-in Closet โดยมีพื้นที่ยืนเลือกเสื้อผ้าและแต่งตัวด้านหน้าตู้ประมาณ 0.80×2.50 เมตร

ด้วยขนาดของ Walk-in Closet ที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก ทำให้ไม่เหมาะติดตั้งประตูบานเลื่อนตรงช่องทางเดินนี้ ดังนั้นใครที่อยากได้พื้นที่เป็นสัดส่วนหรือไม่อยากให้ฝุ่นจากเสื้อผ้า-ความชื้นจากห้องน้ำลอยเข้าไปยังเตียงนอน เราก็ขอแนะนำติดเป็นผ้าม่านกั้นแบ่งโซนแทนนะคะ

Image 1/6
ห้องน้ำ

ห้องน้ำ

ห้องน้ำ ก็ออกแบบเหมือนห้องก่อนหน้านี้เลยนะคะ จะมีขนาด 1.40×2.35 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องเซรามิก ขนาด 60×60 เซนติเมตร พร้อมออกแบบแบ่งโซนแห้ง-เปียก เลือกใช้สุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดจาก COTTO ส่วนด้านล่างอ่างล้างมือจะมีตู้เก็บของใช้ในห้องน้ำได้และติดตั้งพัดลมดูดอากาศ เพื่อระบายอากาศและความชื้น

สำหรับพื้นที่อาบน้ำกว้างประมาณ 0.90 เมตร และเจาะช่องตรงผนังด้านข้างให้เราหยิบอุปกรณ์อาบน้ำได้ง่ายดี นอกจากนั้นยังติดตั้งฉากกั้นกระจกอาบน้ำมาให้เรียบร้อย จึงป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นไปเปียกบริเวณอื่น

Image 1/2
ระเบียง

ระเบียง

ระเบียง มีขนาดประมาณ 1.05×1.50 เมตร ปูพื้นเป็นกระเบื้องเซรามิก ขนาด 30×30 เซนติเมตร ที่ดูแลทำความสะอาดได้ง่ายและมีพื้นที่ทำเป็นมุมต้นไม้ เพิ่มวิวสีเขียวภายในห้องหรือตั้งราวตากผ้าได้ เพราะทางโครงการได้แขวน Condensing Unit ไว้ด้านบน พร้อมออกแบบระแนงพรางสายตาตรงพื้นที่ Condensing Unit ทำให้ดูเรียบร้อยดีเมื่อมองจากด้านนอกอาคารนั่นเอง

นอกจากนั้นเราได้เก็บภาพบรรยากาศวิวจากระเบียงของห้องตัวอย่างมาให้ชมกันด้วยนะคะ โดยจะเป็นพื้นที่สถานที่จัดงานแต่งงาน จึงทำให้ได้วิวที่เปิดโล่งค่ะ

 

1 Bedroom Plus (Type  I) พื้นที่ใช้สอย 34.78 ตร.ม.

เราได้เก็บภาพบรรยากาศของ 1 Bedroom Plus (Type  I) พื้นที่ใช้สอย 34.78 ตร.ม. มาให้ชมกันด้วย โดยแบบห้องนี้มีจุดเด่นที่เป็น “ห้องหน้ากว้างและจัดฟังก์ชันได้ลงตัว” เพราะถึงแม้จะมี 1 Bedroom Plus ให้เลือกหลาย Layout แต่จะเป็นห้องตอนลึกทั้งหมด ทำให้แบบห้องนี้เป็น  1 Bedroom Plus แบบหน้ากว้างเพียงแบบเดียว จึงได้ในเรื่องเปิดรับแสงธรรมชาติและลมได้เยอะกว่านั่นเอง นอกจากนั้นพอเป็นห้องหน้ากว้างจึงจัดแบ่งฟังก์ชันได้ลงตัวมากๆ ห้องนอนและห้องอเนกประสงค์อยู่คนละฝั่ง มีฟังก์ชันส่วนรวมอยู่ตรงกลาง จึงใช้งานง่าย

สำหรับตำแหน่งของแบบห้องนี้จะอยู่ที่ Building A และ B โดยหันออกไปด้านหน้าโครงการ ทำให้ได้วิวที่เปิดโล่ง จึงเหมาะกับคนที่ชอบวิวที่มีการเคลื่อนไหว เพราะมีคนหรือรถยนต์ขับผ่านไป-มา แต่ถ้าอยากได้ความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวมากขึ้นก็สามารถเลือกห้องพักในชั้นสูงๆได้

  • Common Area ตรงกลางห้อง+ระเบียง ทำให้ทุกคนเดินมาใช้งานได้ง่าย
  • ห้องอเนกประสงค์ ปรับใช้เป็นห้องนอน ห้องทำงานหรือห้องออกกำลังกายได้
  • ห้องครัวแบบปิด ทำอาหารภายในห้องได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นควัน
  • ห้องนอนขนาดใหญ่ วางเตียง ตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเล็กๆได้
  • ห้องน้ำ เข้า-ออกได้ 2 ทาง ทั้งจากห้องนอนและ Common Area จึงใช้งานได้สะดวกดี

Image 1/11
Common Area

Common Area

ภาพบรรยากาศห้องตัวอย่าง  1 Bedroom Plus (Type  I) พื้นที่ใช้สอย 34.78 ตร.ม.


อยากที่เราได้เกริ่นไปแล้วนะคะว่าทาง Think of Living มีโอกาสเข้าไปเก็บภาพบรรยากาศห้องตัวอย่างของโครงการตั้งแต่ตอนเปิด Sales Gallery เลย ทำให้เรามีภาพบรรยากาศจริงของห้องพักอาศัยอีก 3 แบบด้วยนั่นเอง ตามด้านล่างนี้เลยค่ะ

1 Bedroom (Type B) พื้นที่ใช้สอย 26.4 ตร.ม.

เป็นหนึ่งในแบบห้องพื้นฐานของโครงการที่มีเยอะที่สุด ลักษณะจะเป็นห้องแบบตอนลึก ที่ยังคงแบ่งฟังก์ชันพักผ่อนและฟังก์ชันใช้งานอื่นๆออกจากกันได้เป็นสัดส่วน รวมถึงยังกั้นห้องนอนด้วยประตูกระจกบานเลื่อนเพื่อความสว่างโปร่งโล่งด้วย แต่ในส่วนของครัวจะยังคงเป็นพื้นที่เปิดเชื่อมต่อกับ Living Area เพื่อให้ห้องดูกว้างขวางต่อเนื่องกันนั่นเอง

แต่ถ้าใครที่ชอบทำอาหารจริงจัง หรืออยากประหยัดพื้นที่เปิดแอร์ ก็สามารถกั้นประตูเพิ่มเติมเองได้เลย และถ้าเป็นแบบนั้นเราก็จะสามารถเปิดประตูระเบียง เพื่อระบายกลิ่น/ควันจากการประกอบอาหาร รวมถึงระบายความชื้นในห้องน้ำให้ออกสู่ภายนอกได้โดยตรงอีกด้วย ภาพรวมก็เป็นห้องที่เหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คนได้สบายๆเลย

เมื่อเข้ามาภายในห้องเราจะเจอกับ Common Area ซึ่งจะมีความโปร่งโล่ง เพราะได้แสงสว่างจากหน้าต่างด้านในที่ส่องมาจนถึงหน้าห้องเลย

ส่วนพื้นจะปูด้วยกระเบื้อง SPC ลายไม้ ที่สามารถทำความชื้นได้ดีในระดับหนึ่ง และฝ้าเพดานก็จะสูง 2.55 m. เป็นมาตรฐาน

ติดกับประตูทางเข้าจะเป็น Living Area ที่มีระยะดูทีวีกว้าง 2.55 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 40 – 50 นิ้วได้กำลังดี โดยของจริงเราจะได้โซฟาแบบ 2 ที่นั่ง และชั้นวางทีวีมาให้เลย ซึ่งยังคงเหลือพื้นที่ให้เรา Built-in เพิ่มพื้นที่เก็บของได้อีก เช่น ตู้แขวนผนังบนทีวี และตู้เก็บรองเท้าข้างประตู เป็นต้น

ติดกับโซฟาจะเป็นพื้นที่วางโต๊ะทานอาหารได้ 2 ที่นั่ง ซึ่งเราก็สามารถทานข้าวไปด้วยและดูทีวีไปด้วยได้สบาย หรือจะใช้เป็นโต๊ะอเนกประสงค์ ไว้นั่งทำงานอ่านหนังสือ และใช้วางของข้างโซฟาก็ได้

ห้องนอนกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน 3 ตอน กรอบอลูมิเนียมและเป็นกระจกใสปกติ ซึ่งส่วนนี้เองที่ช่วยทำให้ภายในห้องดูกว้างขวางและสว่างโปร่งโล่ง แต่ถ้าใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ก็อาจติดผ้าม่านไว้เลื่อนปิดเวลามีแขกมาหาก็ได้นะ

ภายในห้องนอนมีขนาดพื้นที่ใช้สอยพอดีๆ ซึ่งเราจะได้เฟอร์นิเจอร์เป็นฐานเตียงขนาด 5 ฟุต และตู้เสื้อผ้าด้านข้างแบบนี้

นอกจากนี้ตัวหน้าต่างหรือช่องแสงที่ติดกับภายนอก จะมีการเปลี่ยนวัสดุเล็กน้อย จากกระจกใสธรรมดากลายเป็นกระจก Euro Gray ที่ช่วยป้องกันรังสี UV และความร้อนได้ดีในระดับหนึ่ง

ตู้เสื้อผ้าด้านในจะมีพื้นที่เก็บของประมาณนี้ คิดว่าเพียงพอสำหรับ 1 คนสบายๆ แต่ถ้าอยู่ด้วยกัน 2 คนก็อาจจะแน่นๆหน่อย แต่ชอบตรงที่ช่องเก็บของด้านบนมีขนาดใหญ่มาก สามารถเก็บพวกกระเป๋าเดินทางได้สบายๆเลย

สำหรับเตียงนอนจะเป็นการวางแบบชิดผนังริมหน้าต่าง ส่วนพื้นที่ปลายเตียงจะเหลือประมาณ 50 cm. พอจะติดทีวีแขวนผนัง หรือทำโต๊ะแต่งหน้าเล็กๆเพิ่มได้ และพื้นที่ยืนแต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้าจะกว้าง 1.4 m. สามารถใช้งานได้สบายๆ

อีกด้านหนึ่งของห้องจะเป็นครัว โดยจะเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับ Living Area แบบนี้เลย ซึ่งเป็นการออกแบบเพื่อให้มีความกว้างขวางและโปร่งโล่ง แต่ถ้าใครที่ชอบทำอาหารจริงจัง ก็สามารถติดประตูเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเอง กลิ่น/ควันจะได้ไม่เข้ามารบกวนพื้นที่ในห้อง

อีกทั้งวัสดุปูพื้นก็จะเปลี่ยนมาเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้ เพื่อที่จะได้เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย และเหมาะกับฟังก์ชันการใช้งานมากขึ้น ส่วนความกว้างจะอยู่ที่ 2.9 x 0.75 m. สามารถใช้งานทีละ 1 – 2 คนได้แบบพอดีๆ

ภายในครัวจะมีการ Built-in มาให้ครบแบบนี้เลย Top เคาน์เตอร์จะเป็นหินสังเคราะห์ ที่สามารถทนความร้อนและเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย บนผนังกรุกระเบื้องเป็น Backsplash ลายแบบนี้มาให้ และมี Hob and Hood เป็นของ Hafele แบบต่อท่อดูดควันไปสู่ภายนอก

มาพร้อมกับอ่างล้างจานแบบ 1 หลุม และที่เก็บของต่างๆที่น่าจะเพียงพอสำหรับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน จะมีก็แต่ที่วางไมโครเวฟอาจอยู่สูงสักหน่อย จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้งานกันสักนิดนึง ส่วนที่วางตู้เย็นด้านข้างจะกว้าง 70 cm. นะคะ

ด้านซ้ายมือจะเป็นระเบียงที่มีขนาด 1 x 1.4 m. สามารถออกมาใช้งานตากผ้าได้เต็มที่ ซึ่ง Condensing Unit จะแขวนอยู่ด้านบน และเป่าลมร้อนมาด้านข้าง เวลาตากผ้าคือจะแห้งไวดีมากๆ แต่ถ้าใครชอบออกมาใช้งานระเบียงบ่อยๆ ก็อาจติดกริลดันลมร้อนออกไปด้านนอกได้นะคะ

อีกหนึ่งจุดที่อยากให้สังเกตก็คือ ‘ประตูระเบียง’ ของจริงจะมีทั้งประตูกระจกบานเปิดแบบนี้ และมีประตูกระจกบานเลื่อนแบบปกติด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละแบบห้องจะไม่เหมือนกันค่ะ

อีกด้านหนึ่งจะเป็นห้องน้ำ ที่ภายในเราจะได้แบบนี้เหมือนห้องตัวอย่างเลย โดยสุขภัณฑ์จะเป็นของ Cotto ที่ก๊อกน้ำต่างๆจะเป็นสีดำเท่ๆแบบนี้หมดเลย

ส่วนพื้นที่ยืนอาบน้ำจะกว้าง 90 x 80 cm. สามารถใช้งานได้พอดีๆ มาพร้อมกับติดตั้งฉากกั้นอาบน้ำกระจกนิรภัย Tempered Glass มาให้แบบนี้เลย เวลาอาบน้ำจะได้ไม่กระเด็นเปียกไปทั่วห้อง

 

1 Bedroom Plus (Type H) พื้นที่ใช้สอย 34.98 ตร.ม.

จุดเด่นของห้องนี้คือ Common Area ที่มีขนาดใหญ่ และมีห้องอเนกประสงค์เพิ่มเข้ามาให้ใช้งานค่ะ ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการห้องเล็กๆไว้จัดฟังก์ชันตาม Lifestyle ของตัวเองเพิ่มเติมได้ เช่น ห้องทำงาน ห้องเล่นเกมส์ ห้องดูหนัง หรือถ้าใครอยู่กับพี่น้อง/มีลูกเล็กๆ ก็สามารถทำเป็นห้องนอนเล็กเพิ่มเติมได้ด้วย

นอกจากนี้เรายังได้ห้องนอนหลักที่กั้นด้วยผนังทึบ ทำให้มีความเป็นส่วนตัวในการพักผ่อนสูง รวมถึงยังได้ครัวปิดที่มีประตูกระจกบานเลื่อนกั้นมาให้พร้อมใช้งานเลยด้วย ดังนั้นห้องนี้จึงเหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน ซึ่งเป็นคนที่ชอบห้องที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง มีห้องอเนกประสงค์ให้ใช้งานเพิ่มเติม แถมยังสามารถทำครัวได้จริงจังระดับหนึ่งอีกด้วยนั่นเอง

เข้ามาภายในห้องเราจะเจอกับ Common Area ซึ่งจากมุมนี้เราจะยังมองไม่เห็นส่วนห้องนอน ครัว และห้องน้ำทั้งหมด จึงทำให้มีความเป็นส่วนตัวภายในห้องเพิ่มขึ้น

โดยพื้นที่ส่วนแรกจะเป็น Living Area ระยะดูทีวีกว้าง 2.6 m. สามารถใช้ทีวี 40 – 50 นิ้วได้ และเราก็สามารถ Built-in เพิ่มพื้นที่เก็บของได้เหมือนกับห้อง 1 Bedroom ก่อนหน้านี้ได้เลย

ถัดเข้ามาตรงกลางห้องจะเป็นพื้นที่วางโต๊ะทานอาหาร ซึ่งจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่เลย หรือใครจะปรับเป็นมุมนั่งทำงานอ่านหนังสือ และขยายโซฟาให้กลายเป็นตัวใหญ่นั่ง/นอนสบายกว่านี้ก็ได้เลย

จุดที่น่าสนใจของห้องนี้คือ พื้นที่บริเวณกลางห้อง ซึ่งเราสามารถทำเป็น Island Table / เคาน์เตอร์บาร์ หรือพื้นที่วางโต๊ะทานอาหารก็ได้

อันนี้เรานึกไปถึงพวก Content Creator และ Youtuber ด้วยนะ เพราะเราสามารถใช้มุมนี้ในการถ่ายวิดีโอเกี่ยวกับการทำอาหาร หรือไลฟ์ขายสินค้าได้สบายๆเลย

บริเวณด้านหลังจะเป็นครัวที่กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อน ทำให้สามารถประกอบอาหารได้จริงจังระดับหนึ่ง

ภายในมีพื้นที่ใช้สอยกว้าง 1.5 x 0.8 m. พร้อมที่วางตู้เย็นกว้าง 70 cm. และทางโครงการจะ Built-in ครัวมาให้ครบพร้อมใช้งานแบบนี้เลย

ด้านซ้ายมือจะเป็นห้องน้ำที่ใช้งานร่วมกันภายในห้อง ซึ่งจะหลบมุมมองสายตาจากหน้าประตูห้อง ทำให้มีความเรียบร้อยและเป็นส่วนตัวในการใช้งานมากขึ้น

ภายในเราจะได้สุขภัณฑ์จาก Cotto และมีขนาดฟังก์ชันที่เหมือนกับห้องน้ำก่อนหน้านี้เลย สามารถใช้งานได้ปกติ

สำหรับห้องอเนกประสงค์จะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ ทำให้ห้องมีความกว้างขวางโปร่งโล่ง และช่วยให้แสงสว่างจากระเบียงสามารถส่องเข้ามาได้ถึงภายใน โดยหากเราต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ก็สามารถติดผ้าม่านเพิ่มได้

ภายในมีขนาดกว้างประมาณ 2.5 x 2.2 m. สามารถจัดเป็นห้องทำงานหรือห้องอเนกประสงค์อื่นๆได้ตาม Lifestyle ของเราเลย รวมถึงถ้าใครอยากปรับเป็นห้องนอนเล็กของลูกเล็ก ก็พอจะวางเตียง 3.5 ฟุตและตู้เสื้อผ้าใบเล็กๆได้พอดีๆ จึงทำให้แปลนและฟังก์ชันของห้องนี้มีความยืดหยุ่นพอสมควรเลย

ส่วนระเบียงภายนอกจะมีขนาด 2.5 x 0.7 m. อีกทั้ง Condensing Unit ก็จะเป่าลมร้อนออกสู่ภายนอก จึงทำให้เราสามารถออกไปใช้งานได้เต็มที่มากขึ้น

สำหรับห้องนอนหลักจะกั้นด้วยผนังและประตูไม้บานทึบ จึงทำให้มีความเป็นส่วนตัวจากพื้นที่ส่วนอื่นๆของห้อง

ภายในห้องนอนสามารถวางเตียง 5 ฟุตได้พอดีๆ ซึ่งลักษณะจะเป็นการวางชิดกับผนังข้างหน้าต่างเหมือนกับห้องที่แล้วเลย ทำให้การขึ้น-ลงของคนที่นอนด้านในก็สามารถใช้บริเวณปลายเตียงที่กว้าง 50 cm. ได้แบบพอดีๆ

ด้านซ้ายของเตียงจะมีตู้เสื้อผ้า ที่คราวนี้จะปรับเป็นประตูบานเลื่อนเพื่อประหยัดพื้นที่ใช้สอย แต่ภายในก็ยังคงเก็บเสื้อผ้าและกระเป๋าใบใหญ่ๆได้เหมือนเดิม

สุดท้ายคือบริเวณปลายเตียงเราสามารถติดทีวีแขวนผนังเพิ่มเติมได้ เราจะได้นอนดูทีวีสบายๆบนเตียง พร้อมกับชมวิวภายนอกไปด้วยได้แบบนี้ หรือในกรณีที่เราอยากดูหนังคนละเรื่องกับแฟน ก็ยังสามารถแยกกันดูคนละห้องแบบนี้ก็ได้

 

1 Bedroom (Type A) พื้นที่ใช้สอย 22.50 ตร.ม.

เป็นห้องเล็กสุดของโครงการ แต่เป็นหนึ่งในแบบห้องที่ส่วนตัวเราชอบมากที่สุด เพราะเค้าสามารถจัดฟังก์ชันออกมาได้ดีมากๆ ในขณะที่พื้นที่ใช้สอยที่เล็กเพียงเท่านี้ แต่เป็นห้องที่เราจะได้ทั้งครัวปิดด้านหน้า และยังมี Walk-in Closet ให้ใช้งานในตัวด้วย

ส่วนภายในห้องหลักจะเป็นการรวมกันระหว่าง Living Area และห้องนอน (ลักษณะคล้ายกับห้อง Studio) เพื่อเชื่อมต่อกันให้กว้างขวางโปร่งโล่ง โดยลดทอนฟังก์ชันโต๊ะทานอาหารหรือโต๊ะอเนกประสงค์ออกไป ซึ่งอาจปรับมาใช้งานร่วมกับโซฟาในตัวไปเลยก็ได้ค่ะ

Image 1/5
ภาพบรรยากาศ 1 Bedroom (Type A) พื้นที่ใช้สอย 22.50 ตร.ม.

ภาพบรรยากาศ 1 Bedroom (Type A) พื้นที่ใช้สอย 22.50 ตร.ม.

แบบแปลน

Image 1/10
1 Bedroom (Type A)

1 Bedroom (Type A)

ราคา

Chapter One More Kaset (แชปเตอร์วัน มอร์ เกษตร) ราคาเท่าไหร่ (ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569)

ราคาผ่อนต่อเดือนยกตัวอย่างจาก ดอกเบี้ย 4% ระยะเวลาผ่อน 30 ปี*
สามารถคลิกดูอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันได้ที่ >> อัปเดต! ดอกเบี้ยบ้าน 2568 ทุกธนาคาร

  • 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 28 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.79 ล้านบาท
    – ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 13,319.89 บาท
    – ค่าส่วนกลางเริ่มต้น 1,867 บาทต่อเดือน
    – ค่ากองทุนเริ่มต้น 14,000 บาท
  • 1 Bedroom Plus พื้นที่ใช้สอย 32.90 – 34.90 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 3.39 ล้านบาท
    – ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 16,184.38 บาท
    – ค่าส่วนกลางเริ่มต้น 2,204.3-2,338.3 บาทต่อเดือน
    – ค่ากองทุนเริ่มต้น 16,450-17,450 บาท
  • 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 53.60 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 5.49 ล้านบาท
    – ราคาผ่อนต่อเดือนเริ่มต้นประมาณ 26,210.10 บาท
    – ค่าส่วนกลางเริ่มต้น 3,591.2 บาทต่อเดือน
    – ค่ากองทุนเริ่มต้น 26,800 บาท
  • รูปแบบการขาย Fully Furnished
  • ค่าจอง 5,000 บาท
  • ทำสัญญา 10,000 บาท
  • ค่ากองทุน 500 บาท/ตร.ม. (จ่ายครั้งเดียว)
  • ค่าส่วนกลาง 67 บาท/ตร.ม./เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ

Tips : แนะนำการขอสินเชื่อกับธนาคาร 

เกณฑ์การพิจารณาการขอสินเชื่อจากธนาคาร ควรมีเงื่อนไขตรงกับข้อไปนี้ค่ะ

  • มีรายรับชัดเจน สม่ำเสมอ(ไม่ผันผวน) ต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน และสามารถตรวจสอบได้
  • ควรมีภาระหนี้รวมทั้งหมด (ทั้งบ้าน รถยนต์ บัตรเครดิต และอื่นๆ) ไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน
  • มีรายได้ต่อเดือนมากกว่าค่าผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3 เท่าขึ้นไป

หากต้องการผ่อนบ้านให้หมดไว แนะนำให้โปะเพิ่มประมาณ 10% ของงวดผ่อน จะช่วยลดระยะเวลาผ่อนลงได้ 4 – 7 ปี (ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย) และควร Refinance หรือ Retention เพื่อให้ดอกเบี้ยลดลงทุกๆ 3 ปี ทั้งนี้อย่าลืมเผื่อค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและตกแต่ง*ก่อนเข้าอยู่เพิ่มเติมด้วยนะคะ 

บทสรุป

ทำเล :

ตัวโครงการตั้งอยู่ในซอยพหลโยธิน 40 แยก 1 ใกล้ประตูมหาลัย 600 เมตรและใกล้ BTS สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 720 เมตร จึงเป็นทำเลที่เหมาะกับน้องๆนิสิต บุคลากรในมหาวิทยาลัยและพนักงานออฟฟิศที่ใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางไปทำงานเป็นประจำนั่นเอง อีกทั้งเป็นทำเลที่น่าสนใจสำหรับเหล่านักลงทุนด้วย เพราะมี Demand ความต้องการอยู่อาศัยบนทำเลสูง สังเกตจากโครงการส่วนใหญ่บนย่านนี้สามารถปิดการขายได้เร็ว แต่ก็อย่าลืมว่าคู่แข่งด้านการลงทุนปล่อยเช่าก็มีเยอะด้วยเช่นกัน ทำให้เป็นอีกจุดที่ต้องคำนึงถึงด้วยนะคะ

สำหรับอุดมสมบูรณ์โดยรอบโครงการก็พอจะมีร้านค้า ร้านอาหารอยู่บ้าง ถึงแม้จะไม่ได้คึกคักเท่าโซนด้านหน้ามหาลัยฝั่งถนนงามวงศ์วาน แต่ก็แลกมากับบรรยากาศโดยรอบโครงการที่จะเงียบสงบและเป็นส่วนตัว เหมาะแก่การอยู่อาศัยมากกว่านั่นเอง หรืออยากไปห้างใหญ่ๆอย่าง Major Cineplex รัชโยธิน, The Mall Lifestore งามวงศ์วาน, Union Mall, Lotus’s ลาดพร้าว และ Central ลาดพร้าว ก็อยู่ไม่ไกลนะคะ

การเดินทางโดยใช้รถ :

ถือว่าสะดวกเลย เพราะตัวโครงการอยู่ห่างจากถนนพหลโยธินเพียง 350 เมตร เชื่อมต่อถนนหลายสาย เช่น ถนนงามวงศ์วาน, ประเสริฐมนูกิจ, รามอินทรา, รัชดาภิเษก, เลียบคลองบางเขนและวิภาวดี-รังสิต เป็นต้น อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ จึงเข้า-ออกเมืองได้ง่าย

ส่วนพื้นที่จอดรถคือ Highlight ของโครงการเลย เพราะมีพื้นที่จอดรถรวม 48% (รวม Automatic Parking 78 คัน/ จอดซ้อนคัน / EV Parking 3 คัน) ถือว่าให้มาเยอะเลยค่ะ ถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านส่วนใหญ่บนทำเลเดียวกันจะมีที่จอดรถอยู่ที่ 30-40%  ทำให้เป็นโครงการที่เหมาะกับคนมีรถยนต์ส่วนตัวใช้งานเลยค่ะ

นอกจากนั้นระบบ Automatic Parking ของโครงการนี้จะมีวิธีในการซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาแบบทีละส่วน ลูกบ้านจึงใช้งาน Automatic Parking ในส่วนอื่นๆที่ปกติได้ อีกทั้งค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงเหมือนระบบ Automatic Parking อื่นๆด้วยค่ะ

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ :

ด้วยตัวโครงการที่อยู่ใกล้กับถนนใหญ่ ถนนพหลโยธิน จึงมีรถสาธารณะขับผ่านไป-มาให้เราเรียกใช้บริการได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ Taxi หรือ วินมอเตอร์ไซค์ อีกทั้งยังถือว่าอยู่ใกล้ รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวอ่อน สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยนะ โดยจะมีระยะห่าง 720 เมตร ถ้าใครร่างกายฟิตๆ ชอบเดินอยู่แล้วก็สบายเลยค่ะ อย่างเราเองก็ได้ลองเดินจากโครงการไปขึ้น BTS เหมือนกัน ถือว่าเดินง่ายเลยนะ เพราะด้วยฟุตบาทที่มีขนาดใหญ่ แถมปลูกต้นไม้ตามแนวฟุตบาทช่วยบังแสงแดด ทำให้ไม่ร้อนค่ะ

แต่ใครไม่ชอบเดินหรือไม่อยากเดินเหนื่อย ทางโครงการก็มี Shuttle Service ที่จะรับ-ส่งจากโครงการไป BTS สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย

วัสดุ :

รูปแบบการขายแบบ Fully Furnished แถมติดตั้งเครื่องปรับอากาศจาก DAIKIN มาให้ทั้ง Common Area และห้องนอนทุกห้องเลยนะ ทำให้ประหยัดงบไปได้เยอะ เพราะซื้อของเพิ่มอีกนิดหน่อยก็ย้ายเข้าอยู่หรือปล่อยเช่าได้เลยค่ะ ส่วนวัสดุก็ได้ตามมาตรฐานระดับราคา พื้นห้องเป็นพื้นไม้ลามิเนต 4 มม. ผนังและฝ้าเพดานฉาบเรียบทาสี-ไฟดาวน์ไลท์ Top เคาน์เตอร์ครัวหินสังเคราะห์ พร้อม Built-in ชั้นวางของด้านบน-ล่าง, Backsplash กระเบื้องเซรามิก รวมถึงติดตั้งอ่างล้างจาน, Hob และ Hood จาก HAFELE สำหรับสุขภัณฑ์ในห้องน้ำเลือกใช้จาก COTTO

การออกแบบ :

ออกแบบเป็นคอนโด Low Rise จำนวน 563 ยูนิต แบ่งออกเป็น 3 อาคาร จึงจัดวางทั้ง 3 อาคาร โอบล้อมพื้นที่ส่วนกลางตรงกลาง ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมในคอนโด Low Rise แบบนี้นะคะ เพราะทำให้ห้องพักส่วนนึงหันเข้ามาด้านในเปิดรับวิวส่วนกลางสวยๆนั่นเอง โดยพื้นที่ส่วนกลางส่วนใหญ่จะอยู่ที่ Building C จึงเหมาะกับคนที่ชอบใช้งานส่วนกลางบ่อยๆ ส่วนอาคาร A และ B จะเป็นห้องพักอาศัยทั้งหมดเลย มี Lobby อยู่ชั้น 1 หรือพื้นที่สวนตรงดาดฟ้า จึงเหมาะกับคนที่ชอบความสงบและเป็นส่วนตัว นอกจากนั้นจะมี Green Club เป็นพื้นที่สวนสีเขียวที่คั่นระหว่าง Building B และทางเข้า-ออกโครงการ

สำหรับแบบห้องของโครงการจะมีให้เลือกถึง 10 แบบ จึงรองรับได้ทุกไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย แต่จะเน้นเป็นห้องเล็ก อยู่ 1-2 คน โดยห้องส่วนใหญ่จะได้ครัวปิดที่ทำอาหารได้จริงจัง แถมยังมี Walk-in Closet ทำให้ได้ฟังก์ชันภายในห้องที่ลงตัว อยู่อาศัยสบาย นอกจากนั้นยังตกแต่งแบบ Fully Furnished ได้ของมาค่อนข้างครบเลย

สาธารณูปโภค :

เป็น Highlight อีกจุดของโครงการนี้เลย เพราะจัดเต็มพื้นที่ส่วนกลางมามากถึง 5 ชั้น ซึ่งถือว่าให้มาเยอะเลยเมื่อเทียบกับบรรดาคอนโด Low Rise  โดยพื้นที่ส่วนกลางจะเน้นเป็นพื้นที่ Co-Sharing Space หรือพื้นที่ Co-Working Space เพื่อรองรับการใช้งานของน้องๆนิสิตหรือคนในวัยทำงานนั่นเองค่ะ นอกจากนั้นยังน่าสนใจที่มีฟังก์ชัน Expression Lab เป็นห้องสตูดิโอสำหรับสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ทำให้น้องๆที่เรียนสายศิลปะหรือคนที่อยากวาดรูปเป็นงานอดิเรกก็มาใช้งานได้ค่ะ

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 99,XXX บาท/ตร.ม., 16 มีนาคม 2569

MAIN CLASS

หมวดหมู่ คะแนน
หมายเหตุ
ทำเล 7.5/10 อยู่ภายในซอย สงบเป็นส่วนตัว ไม่ไกลจาก BTS และม.เกษตรฯ
เดินทางด้วยรถยนต์ 8/10 ใกล้ถนนพหลโยธิน ฝั่งเข้าเมือง เชื่อมต่อหลายถนน และที่จอดรถเยอะ 48%
เดินทางด้วยรถสาธารณะ 8/10 ใกล้ BTS ม.เกษตรฯ 720 เมตร มี Shuttle Service และเรียกรถที่ถนนใหญ่ได้ง่าย
วัสดุ 8/10 Fully Furnished ให้วัสดุมาดีเหมาะสมกับราคา
การออกแบบ 8/10 ออกแบบอาคารโอบล้อมส่วนกลาง เน้นห้องเล็ก อยู่ 1-2 คน ส่วนใหญ่ได้ครัวปิดและ Walk-in Closet
สาธารณูปโภค 8.5/10  พื้นที่ส่วนกลาง 5 ชั้น เน้นพื้นที่ Co-Working Space หลายจุด
รวมคะแนน 7.88 จาก 10 คะแนน

Chapter One More Kaset ดีไหม?

โครงการ Chapter One More Kaset เหมาะกับผู้ปกครองของน้องๆนิสิต พนักงานออฟฟิศ รวมถึงกลุ่มนักลงทุน ที่กำลังมองหาคอนโดใกล้มหาลัยเกษตรศาสตร์และรถไฟฟ้า BTS ในระยะที่สามารถเดินได้ อีกทั้งยังมีพื้นที่ส่วนกลางมากถึง 5 ชั้น เน้นพื้นที่ Co-Working Space ให้มานั่งเล่น นั่งทำงาน รวมถึงพื้นที่จอดรถเยอะถึง 48% พร้อมห้องพักที่มีมากถึง 10 แบบ รองรับได้ทุกไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย พร้อมตกแต่งแบบ Fully Furnished ย้ายเข้าอยู่ได้เลย มีงบประมาณเริ่มต้นที่ 2.79-5.49 ล้านบาทหรือมีกำลังผ่อนต่อเดือนที่ 13,319.89-26,210.10 บาท

ตัวอย่างโครงการคอนโดใกล้ ม.เกษตรศาสตร์

Think of Living รวบรวมมาให้แล้ว!

โครงการเปิดใหม่ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียม ในทำเลทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ในทุกๆเดือนย้อนหลัง ใครที่กำลังมองหาบ้านห้ามพลาด อาจจะมีโครงการในราคาและทำเลที่เพื่อนๆ ตามหาอยู่ก็เป็นได้นะ

เข้ามาชมบทความรายเดือนได้เลย คลิกที่นี่